DRIVETHAILAND



ตัวอย่าง เส้นทางขับรถเที่ยว

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

กรุงเทพ เชียงใหม่  5 วัน 4 คืน   (ชมดอกพญาเสือโคร่งบาน)

กรุงเทพ-เขื่อนภูมิพล- อช.แจ้ซ้อน-บ้านม้งขุนช่างเคี่ยน-อช.ห้วยน้ำดัง-กทม.

ออกจากกรุงเทพ 06.00 น. ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน)   แวะกินข้าวอาหารเช้า  ที่ตลาดปากบาง ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี แนะนำผัดไทยโบราณ แวะซื้อขนมเปี๊ยะไปกินกลางทาง  ก่อนมุ่งหน้าต่อไปตามถนนหมายเลข 1 ขึ้นนครสวรรค์  ถึงแยกพยุหะคีรี ตรงไปอีกหน่อย แยกเข้าถนนบายพาสไป จ.กำแพงเพชร  มุ่งสู่ไป จ.ตาก   แวะกินข้าวเที่ยง ที่ตลาดเมืองตาก   เดินทางต่อไป เขื่อนภูมิพล เพื่อพักค้างคืน โดยใช้ตามเส้นทาง อ.บ้านตาก  เข้าสู่ อ.สามเงา  เลี้ยวซ้ายที่แยกทางเข้า เขื่อนภูมิพล  เพื่อพักค้างคืนบนแพเหนือเขื่อน 1 คืน วันนี้มีเวลาพักผ่อนตามสมควร ชมอาทิตย์ตก

เช้าขึ้นมาชมอาทิตย์ขึ้นเหนือเขื่อน  รับประทานอาหารเช้า เที่ยวชมธรรมชาติเหนือสันเขื่อน

สายๆ ออกเดินทางต่อ เป้าหมาย อุทยานแห่งชาติ แจ้ซ้อน อ.เมืองปาน  จ.ลำปาง จากถนนหมายเลข 1 ต่อไป จ.ลำปาง ถึงอ.เกาะคา แยกเข้าทางหลวงจังหวัด 1034 มุ่งหน้าไป อ.ห้างฉัตร แวะเที่ยววัดพระธาตุลำปางหลวง ก่อนจะวกกลับมาทางอ.เมือง เพื่อเดินทางต่อไป อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อ.เมืองปาน ซึ่งอยู่ห่างจากอ.เมือง  ประมาณ 75 กิโลเมตร  แวะอาบน้ำแร่ แช่น้ำร้อน พักผ่อนสบายๆ 1 คืน ที่บ้านพักของอุทยานฯ (จองล่วงหน้า)

รุ่ง เช้า ออกเดินทางต่อไป จ.เชียงใหม่ วันนี้จะไปพัก ณ บ้านม้งขุนช่างเคี่ยน สถานที่ใหม่ ในดงพญาเสือโคร่ง  ตามถนนสายหลัก ผ่านลำพูน เข้าเชียงใหม่  เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางขึ้นดอยสุเทพ  แวะไหว้พระธาตุดอยสุเทพ เพื่อความเป็นสิริมงคล  ราวเที่ยงออกเดินทางต่อขึ้นทางทางเส้นพระตำหนัก ผ่านบ้านแม้วดอยปุย  จากนั้นให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทางเล็กๆ ที่มีป้ายบอกทางไป บ้านม้งขุนช่างเคี่ยน ระยะทางช่วงนี้ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นทางแคบมากๆ  และชัน คดเคี้ยว  คืนนี้เราจะกางเตนท์นอนใต้ต้นพญาเสือโคร่งที่ออกดอกบานสพรั่ง บริเวณลานกางเตนท์ดอยสุเทพ-ปุย ที่นี่มีร้านอาหาร สะดวกสบายตามสมควร

เช้ารุ่งขึ้น หลังอาหารเช้า เก็บข้าวของขึ้นรถ  ขับเข้าไปเที่ยวที่บ้านม้ง ที่อยู่ไม่ไกลนัก เพื่อชมดอกพญาเสือโคร่งออกดอกบานสะพรั่ง ตลอดเส้นทางรถ เดินถ่ายรูปได้สบาย ซึ่งบางช่วงเป็นทางดินลูกรังอัดแน่น (แต่รถเก๋งเข้าได้)   ไปจิบกาแฟสดที่ร้านค้า 1 เดียวของสถานที่แห่งนี้   ซึ่งเป็นของโครงการสถานีเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ถ่าย รูปพักผ่อน กระทั่งสายๆ ถ่ายรูปเบื่อ  ก็ขับรถกลับเชียงใหม่ ตามเส้นทางเดิม  ก่อนมุ่งหน้าต่อไป อ.แม่ริม  เลี้ยวเข้าถนนสาย 1095 ที่มุ่งหน้าไป อช.ห้วยน้ำดัง  แวะกินข้าวเที่ยง ที่ตลาดแม่มาลัย อ.แม่แตงก่อน จากนั้นขับรถไปตามถนนสาย 1095 กระทั่งถึง อช.ห้วยน้ำดัง พักค้างคืน

เช้าขึ้นมาชมทะเลหมอก  เดินชมธรรมชาติ  กินข้าวเช้า เก็บข้าวของเดินทางกลับ ระหว่างทาง ขากลับ เวลาน้อย เลยไม่แวะโป่งเดือด  แต่เลยไปพักจิบกาแฟ ที่ร้านแป้นเกล็ด ปากทางเข้าน้ำตกหมอกฟ้า  ก่อนจะตีรถเข้าเชียงใหม่ แวะกินข้าวเที่ยงระหว่างทาง  ซื้อของฝากที่ตลาดวโรรสจากนั้นก็ขับรถยาว กลับเข้ากรุงเทพมหานคร

หมายเหตุ- ช่วงดอกพญาเสือโคร่งบาน ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศที่ต้องหนาวจัด(ต้องตรวจสอบก่อน) การเดินทางทริปนี้  รถทุกชนิดไปได้  ที่พัก ,ร้านอาหาร  อช.มีบริการ

เส้นทางลัดช่วงเทศกาล

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

เส้นทางสู่ภาคเหนือ  -ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เส้นทางที่ 1 ใช้ถนนวิภาวดีรังสิต(สาย31)หรือใช้ทางยกระดับดอนเมืองโทลเวย์ต่อไปสาย อุตราภิมุข เข้าถนนพหลโยธิน(สาย1) ถึง ต่างระดับบางปะอินเข้าถนนเอเซีย(สาย32) มุ่งหน้าพระนครศรีอยุธยา  อ่างทอง เพื่อเดินทางสู่ภาคเหนือ หรือเข้าถนนพหลโยธิน (สาย1) มุ่งสระบุรี เพื่อไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (0-2521-3745,0-2529-1441,0-3524-5093)

เส้นทางที่ 2 ใช้ถนนรัตนาธิเบศร์ (สาย302) เข้าถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี (สาย340) เลี้ยวขวาเข้าถนนวงแหวนตะวันตก (สาย9)จนถึงต่างระดับบางปะอินแล้วใช้ถนนพหลโยธิน(สาย1) มุ่งสู่สระบุรี เพื่อไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้ถนนเอเซีย (สาย32) ไปภาคเหนือ (0-2529-1441,0- 2527-2488 ,0-3524-5093)

เส้นทางที่ 3 จากถนนรัตนาธิเบศร์ (สาย 302) ใช้ถนนบางบัวทอง-สุพรรณบุรี(สาย 340) ผ่านสุพรรณบุรีไปสู่ชัยนาทเข้าถนนเอเซีย (สาย32) ไปสู่จังหวัดนครสรรค์ เพื่อไปภาคเหนือ  (0-2527 2488, 0-3555-5434)

เส้นทางที่ 4 ถนน รามอินทรา (สาย304) ใช้ถนนต่างระดับลำลูกกา (สาย 9)ถึงแยกพหลโยธิน(สาย1) เลี้ยวขวาเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือเลี้ยวซ้ายไปต่างระดับบางปะอินเข้าถนนเอเซีย (สาย32) มุ่งสู่ภาคเหนือ (0-2521-3745,0 3524-5039,0 3621-1105)

เส้นทางที่ 5 จากบริเวณถนนแจ้งวัฒนะ (สาย304) ห้าแยกปากเกล็ด ใช้ถนนติวานนท์ (สาย306) เลี้ยวขวาข้ามถนนบางพูน-บางปะหัน (สาย347)ผ่านต่างระดับเชียงรากน้อยจนบรรจบถนนเอเซีย (สาย32) ที่ อ.บางปะหันมุ่งภาคเหนือ หรือเข้าถนนพหลโยธิน (สาย 1) มุ่งสู่สระบุรี เพื่อไป ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (0-2529-1441, 0-3524-5093,0-3621-1105)

เส้นทางที่ 6 จากต่างระดับรังสิต ไปตามถนนรังสิต - องครักษ์ (สาย305)ผ่านต่างระดับธัญบุรี ตรงไปจังหวัดนครนายก กบินทร์บุรีเพื่อไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (0-2529-1441,0- 3733-5383)

เส้นทางที่ 7 จาก ถนนรามอินทรา ใช้ถนนรามอินทรา- สุวินทวงค์ (สาย304) ผ่านฉะเชิงเทรา, พนมสารคาม,กบินทร์บุรี ปักธงชัย เข้าสู่ถนนมิตรภาพ (สาย 2) ไปภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (0 2521-3745, 0 3851-1015)

เส้นทางแนะนำเพื่อเลี่ยงสะพานเดชาติวงศ์

เส้นทางที่ 1 ทางหลวงหมายเลข 11 เริ่มแยกอินทร์บุรี-พิษณุโลก เมื่อเดินทางถึงสะพานต่างระดับอินทร์บุรี (สาย32กม.158) เลี้ยวขวาใช้สาย 11 ผ่านอ.ตากฟ้า อ.ท่าตะโก อ.สากเหล็ก  ถึงสามแยกวังทอง ให้เลี้ยวซ้ายใช้สาย 12 ผ่านจังหวัดพิษณุโลกเพื่อเดินทางไปภาคเหนือ

เส้นทางที่ 2 ใช้ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ ด้านตะวันตก-อ.โกรกพระ เมื่อถึงสามแยกท่าน้ำอ้อย (สาย1 กม.206)ให้เลี้ยวซ้ายใช้สาย 333ผ่านจังหวัดอุทัยธานีให้เลี้ยวขวาใช้สาย 3220 ถึงสามแยกอ.โกรกพระ (สาย3319 ตัด3229 และ3005)ให้เลี้ยวขวา ใช้สาย 3005 ถึงสี่แยกให้เลี้ยวซ้าย ใช้สาย122 เมื่อถึงสามแยก บ้านหนองตะโก เลี้ยวซ้ายใช้สาย 1ผ่านจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ

เส้นทางที่ 3 ใช้ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ ด้านตะวันตกไปกำแพงเพชร เมื่อถึงสายแยกท่าน้ำอ้อย(สาย 1 กม.206) ให้เดินทางไปตามสาย1 ถึงแยกเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ (สาย1 กม.227) ให้เลี้ยวซ้ายใช้สาย 122 ถึงสามแยกบ้านหนองตะโก ให้เลี้ยวซ้ายใช้สาย 1 ผ่านจังหวัดกำแพงเพชร เพื่อเดินทางไปภาคเหนือ

เส้นทางที่ 4 ช้ทางเลี่ยงเมืองนครสวรรค์ด้านตะวันตกไปพิษณุโลก ใช้เส้นทางเดียวกับ เส้นทางที่ 3 (ตั้งแต่สามแยกบ้านท่าน้ำอ้อยถึงสามแยก บ้านหนองตะโก) ให้กลับรถ ที่จุดกลับรถไปใช้สาย 117ผ่านจังหวัดพิษณุโลก เพื่อเดินทางไปภาคเหนือ

สู่ ภาคตะวันออก

เส้นทางที่ 8 ไปตามถนนบางนา-บางปะกง (สาย34)จนถึง กม.39เลี้ยวซ้ายเข้าถนนกรุงเทพ - ชลบุรี (สาย7)ที่ต่างระดับบางควาย มุ่งสู่พัทยาไป ภาคตะวันออก(0-2397-4086,0-3875-8538)

เส้นทางที่ 9 จากถนนศรีนครินทร์ (สาย3344)ใช้ทางหลวงพิเศษกรุงเทพ - ชลบุรี (สาย7)มุ่งสู่พัทยาไป ภาคตะวันออก (0-2397-4086,0-3857-8626)

เส้นทางที่ 10 จากถนนรามอินทรา (สาย304 ใช้ถนนสุวินทวงศ์ (สาย304) ผ่าน จ.ฉะเชิงเทรา เข้าสาย314 ใช้ทางหลวงพิเศษกรุงเทพ - ชลบุรี (สาย7) มุ่งสู่พัทยาไป ภาคตะวันออก(0-2521-3745,0 3851-1015, 0-3857-8626)

สู่ ภาคใต้

เส้นทางที่ 11 ใช้ถนนธนบุรี - ปากท่อ (สาย35- พระราม2) เข้าถนน เพชรเกษม (สาย 4) เดินทางสู่ภาคใต้ (0-2420-6821)

เส้นทางที่ 12 ใช้ถนนเพชรเกษม(สาย4)ผ่าน อ.สามพราน จ.นครปฐม,โพธารามราชบุรี อ.ปากท่อ เข้าสู่จังหวัดภาคใต้ (0- 2420-6821,0 3425-8856)

เส้นทางที่13จาก สายใต้ใหม่ใช้ถนนบางกอกน้อย-นครชัยศรี (สาย338)เข้านครปฐม,ราชบุรี,เพชรบุรี สู่จังหวัดภาคใต้ (0-2420-6821,0-2433-0797,0-3425-8856)

เส้นทางแนะนำเลี่ยงติดขัดสาย 338 สาย 4และสาย 35

เส้นทางที่ 1 เส้นทางหลวงเชื่อมโยงสาย 338สาย4 และสาย35 เริ่มบริเวณทางแยกต่างระดับฉิมพลี ตรงไปใช้สาย 9(ถนนวงแหวนตะวันตก) เพื่อเลี้ยวขวาใช้สาย 4 (ถนนเพชรเกษม) หรือตรงไปจนถึง บริเวณทางแยกต่างระดับบางขุนเทียน เพื่อใช้สาย 35 ตรงไปอ.ปากท่อ เพื่อเดินทางสู่ภาคใต้

เส้นทางที่ 2 เส้นทางเชื่อมโยงสาย 338 สาย 4 และสาย35 เริ่มจากแยกเข้าพุทธมณฑลสาย 4(สาย3310)ตรงไปบรรจบสาย 4 เลี้ยวขวาใช้สาย 4 เมื่อถึงทางแยกสาย 3091 (ถนนเศรษฐกิจ) ให้เลี้ยวซ้ายใช้สาย 3091 ถึงทางแยกต่างระดับสมุทรสาคร ตรงไปใช้สาย 35 ไปอ.ปากท่อ เพื่อเดินทางสู่ภาคใต้

เส้นทางที่ 3 เส้นทางหลวงที่เชื่อมโยงสาย 338 สาย 4 และสาย 35 เริ่มจากทางแยกเข้าพุทธมณฑลสาย 5 (3414)ตรงไปจนถึงทางแยกสาย 4แล้วกลับรถ เลี้ยวใช้สาย 3091 ตรงไปถึงแยกต่างระดับสมุทรสาครใช้สาย 35 เพื่อไปอ.ปากท่อ จ.สมุทรสาคร

เส้นทางที่ 4 เส้นทางหลวงที่เชื่อมโยงสาย 4 และสาย 35 เริ่มจากทางแยกพระประโทนเจดีย์ เลี้ยวซ้ายใช้สาย 3097 ตรงไปอ.บ้านแพ้ว จนบรรจบสาย 35 กลับรถใต้สะพานใช้สาย 35 ตรงไปบรรจบสาย 35 ปากท่อเพื่อเดินทางสู่ภาคใต้

ออฟโรด – เส้นทางพิเศษ

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

ก่อนการเดินทาง ขับรถท่องเที่ยวเอง ควรศึกษาเส้นทางที่จะท่องเที่ยว เนื่องจากในบางเส้นทาง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวห่างไกล หรือแหล่งศึกษาธรรมชาติ  รถเก๋งไม่สามารถเข้าได้  รถกระบะขับเคลื่อน 2 ล้อธรรมดา หากเป็นรถใหม่แรงดี พอจะเข้าได้  หรือ จะเป็นเส้นทางที่ต้องใช้รถที่ขับเคลื่อน 4 ล้ออย่างเดียว  ซึ่งถ้านักท่องเที่ยวรู้ล่วงหน้า จะได้เตรียมการ จัดหารถได้ถูก

การ เตรียมสัมภาระรถลุย หรือออฟโรด  ก็ไม่ต่างจากการเตรียมการใช้รถทางไกลปกติทั่วไป  แต่อาจจะมากเป็นพิเศษสำหรับการดูแลเครื่องยนต์ รวมถึงอุปกรณ์จำเป็น ที่อาจจะต้องใช้ หากเส้นทางนั้นๆ โหดเอาการ  เช่น พลั่ว สำหรับปรับทางดิน  สายลากรถกรณีที่รถไม่มีวินซ์ เป็นต้น

การ ขับรถบนทางออฟโรดนั้น มีความแตกต่างจากการขับขี่บนท้องถนนเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการบังคับพวงมาลัยบนเส้นทางโคลน ซึ่งรถมักจะไปคนละทาง ยิ่งฝืนยิ่งติดหล่มได้ง่าย หรือการเหยียบเบรกเพื่อให้รถหยุดขณะขับลงเนินชัน กลับกลายเป็นว่ารถพุ่งลงมาอย่างรวดเร็ว จนไม่สามารถควบคุมได้ การใช้เกียร์ 4L ดึงรถ จะทำให้ทุกอย่างง่ายโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ และสามารถเบรกเบาๆ ได้ แต่ห้ามเหยียบเบรกสุดจนล้อล็อก

รถที่ใช้บนเส้นทางแบบออฟโรด มักจะประสบกับปัญหา“เบรกจม” ถึงผู้ขับจะเพียบพร้อมไปด้วยทักษะการขับขี่เป็นอย่างดีแล้วก็ตาม หรือแม้แต่การใช้เบรกเท่าที่จำเป็นจริงๆ ในบางลักษณะของเส้นทาง เช่น บ่อโคลน ก็สามารถทำให้รถเกิดอาการเบรกจมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  อาการ คือ เมื่อเหยียบเบรกแล้วแป้นเบรกจะจมจนลึกกว่าปกติ กว่ารถจะหยุดได้ เนื่องจากน้ำโคลนซึมเข้าไปในระบบเบรก เศษหิน และทรายละเอียดจะเข้าไปแทรกระหว่างผ้าเบรกกับจานเบรก และขัดจนผ้าเบรกและจานเบรกสึก จนเกิดเสียงดังขณะเหยียบเบรก นอกจากนี้ดินโคลนยังจะไปเกาะสปริงและกระบอกสูบ ทำให้ผุและขาดได้อีกด้วย

วิธีแก้ไข คือ จะต้องเปิดจานเบรกออกมาล้างดินโคลนให้สะอาด แล้วตั้งระยะห่างระหว่างผ้าเบรกกับจานเบรกใหม่ ควรตรวจสอบความตึงของเบรกมือควบคู่ไปด้วย

สำหรับ ท่านที่ขับรถเพื่อเปิดเส้นทางใหม่ในป่า ควรระมัดระวังกิ่งไม้และต้นไม้เล็กๆ บนพื้น ไม่ให้ทิ่มหรือเกี่ยวสายเบรกขาด เพราะจะทำให้น้ำมันเบรกรั่วหมด ซึ่งเป็นอาการเบรกจมอันดับแรกที่อันตรายที่สุด ดังนั้นควรตรวจเช็คระบบเบรกอย่างละเอียดทุกครั้งที่เดินทางกลับออกจากป่า

สิ่งควรรู้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

เมื่อพบเห็นอุบัติเหตุบนท้องถนน ไม่ควรชะลอรถเพื่อดู เพราะจะกีดขวางการจราจร และทำให้การเข้าถึงจุดเกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือล่าช้าไปด้วย  หากเป็นอุบัติเหตุต่อหน้า ควรชะลอความเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน  เปิดสัญญาณไฟ เลี้ยวซ้าย สลับขวา เพื่อแจ้งให้รถคันที่ตามมาทราบ  รวมถึงควรช่วยเหลือด้วยการแจ้งเจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง  หรือหากจะลงไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุด้วยตัวเอง ก็ควรจะต้องจอดรถ ให้อยู่ในที่ปลอดภัย  อย่างระมัดระวัง  เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องประสบอุบัติเหตุซ้ำซ้อน

หมายเลขโทรศัพท์ที่ควรรู้
ศูนย์ปลอดภัยคมนาคม 1356
ศูนย์อำนวยความสะดวกปลอดภัยกรมทางหลวง 0-2354-6832-39
ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กรมทางหลวง 1586
ตำรวจทางหลวง 1193
ตำรวจท่องเที่ยว 1155
ศูนย์ควบคุมการจราจร 1197
สอบถามสภาพจราจร 1543
ศูนย์นเรนทร (แจ้งป่วยฉุกเฉิน) 1669
จส.100 1137
ร่วมด้วยช่วยกัน 1677
สวพ.91 1644

ขับรถบนถนนสายรอง – ทางรถไฟผ่าน

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

บ่อยครั้งที่อุบัติเหตุ มักเกิดขึ้นบนถนนสายรอง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล ดังนั้น การขับขี่รถบนถนนสายรอง ถึงระมัดระวัง  ทั้งรถจักรยานยนต์  รถการเกษตร  ที่บางครั้งอาจจะไม่มีสัญญาณไฟ หรือขับสวนเลนมา   ดีที่สุด ไม่ควรใช้ความเร็วในการขับขี่

และสิ่งที่พึงระวัง คือทางรถไฟผ่าน  ซึ่งถนนในชนบทบางเส้นไม่มีเครื่องกั้นทาง  ดังนั้นก่อนขับรถข้ามทางรถไฟทุกครั้ง ควรมองซ้าย-ขวา ให้แน่ใจ  และหากเห็นมีรถไฟกำลังแล่นมา  แม้อยู่ในระยะไกล ก็ควรหยุดให้รถไฟไปก่อน  โดยการหยุดรถนั้น จะต้องห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า 5 เมตร เมื่อรถไฟผ่านไปแล้วและมีเครื่องหมายหรือสัญญาณให้รถผ่านได้ ผู้ขับขี่จึงจะขับรถผ่านไปได้

จุดที่ห้ามหยุดรถ

(1) ในช่องเดินรถ เว้นแต่หยุดชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถ ใน กรณีที่ไม่มีช่องเดินรถประจำทาง

(2) บนทางเท้า

(3) บนสะพานหรือในอุโมงค์

(4) ในทางร่วม ทางแยก

(5) ในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามหยุดรถ

(6) ตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถ

(7) ในลักษณะกีดขวางการจราจร

เบรกจม เบรกแตก

หากระหว่างขับรถมีอาการเหยียบเบรกแล้วเบรกจมหายไป โดยที่ความเร็วของรถไม่ลดลง หรือรถยังไม่ยอมหยุด นั่นคืออาการ เบรกแตก ให้ตั้งสติ-อย่าตกใจ เพราะสิ่งต่อไปนี้ต้องใช้สมาธิการตัดสินใจกระทำอย่างมีสติ โดยการประคองพวงมาลัยให้มั่นคง ให้นิ่งที่สุดและให้เปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำ โดยค่อยๆ ลดเกียร์ลงมา เมื่อความเร็วลดลง ให้ดึงเบรกมือช่วยบังคับรถได้ ประคองทิศทางพวงมาลัยหลบหลีกรถคันอื่น หรือสิ่งกีดขวางจนจอดรถได้

ยางแตก หรือยางระเบิด

อาจจะเกิดจากยางแบนลมยางไม่ปกติ เบื้องต้นสังเกตรู้ได้ทันทีว่า พวงมาลัยจะหนักเกินไป  หากล้อแตกด้านซ้าย รถจะปัดไปด้านขวาก่อน แล้วค่อยปัดกลับมาซ้าย  หรือถ้าล้อแตกด้านขวา รถจะปัดไปทางซ้ายก่อนแล้วปัดกลับมาทางขวา ไม่ควรเยียบเบรกโดยทันที เพราะจะทำให้รถพลิกคว่ำ แต่ให้พยายามประคองรถ  อย่างเหยียบคลัชเพื่อเปลี่ยนเกียร์ในทันที เพราะการเหยียบคลัชจะเป็นการปลดล็อกให้เครื่องยนต์ฟรี  แต่ผู้ขับขี่จะควรค่อยๆ แตะเบรกทีละน้อย จนความเร็วลดลง แล้วจึงเปลี่ยนเป็นเกียร์ต่ำ และนำรถจอดเข้าข้างทาง และเปิดไฟฉุกเฉินเพื่อให้รถคันอื่นๆที่ตามมาทราบว่า รถจอดเสียอยู่

การใช้ไฟฉุกเฉิน เมื่อรถจอดนิ่งสนิทเพื่อแจ้งให้เพื่อนร่วมทางรู้ว่า รถมีปัญหาจึงต้องจอดข้างทางแต่ถ้ารถวิ่งไปทางตรงไปได้เรื่อย ๆ ไม่ต้องเปิดไฟฉุกเฉินเด็ดขาด

สิ่งสำคัญ ถ้ารถกำลังใช้ความเร็วสูง อย่าเหยียบเบรกโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้รถเสียการทรงตัวพลิกคว่ำได้  แต่ถ้าความเร็วช้าลงมาแล้ว จึงค่อยแตะเบรกก่อน ให้จอดข้างทางและเปิดไฟฉุกเฉิน

การขับตามหลังรถบรรทุก- รถพ่วง

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

หากเราขับตามหลังรถบรรทุก  รถพ่วง  ควรอ่านสัญญาณไฟให้เป็น โดยเฉพาะในเส้นทางแคบที่รถแล่นสวนกันไปมา หรือเส้นทางคดเคี้ยว ทางชัน  ซึ่งการส่งสัญญาณไฟที่ใช้หลักๆ
คือ  รถใหญ่จะขับชิดซ้าย และเปิดไฟเลี้ยวซ้าย นั่นหมายถึงให้เราแซงไปได้  แต่ถ้าเปิดไฟเลี้ยวขวา แสดงว่าไม่ให้เราแซง เพราะข้างหน้าอาจจะมีรถแล่นสวนทางมา หรือถ้าเปิดไฟเลี้ยวซ้าย-ขวา สลับกัน หมายถึงไม่ให้แซง เพราะข้างหน้าอาจจะมีอุปสรรค หรืออาจจะมีอุบัติเหตุ  เมื่อเราเห็นไฟลักษณะนี้ ควรชะลอรถแทนที่จะพยายามแซงขึ้นไป  ขณะเดียวกัน เราก็สามารถส่งสัญญาณในลักษณะเดียวกันนี้ เพื่อบอกรถคันที่ตามมาได้เช่นกัน

ซึ่งการส่งสัญญาณไฟลักษณะนี้ สามารถใช้ได้ทั้งในเวลากลางคืน และกลางวัน

การขับรถในเวลากลางคืน

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

ในการเดินทางระยะไกล ผู้ขับขี่มักเลือกเดินทางในเวลากลางคืน  เนื่องจากรถน้อยกว่าช่วงกลางวัน  อากาศไม่ร้อน ประหยัดเวลาที่ไม่ต้องเสียไปใน 1 วัน คือเลิกงาน หรือเสร็จภารกิจในช่วงกลางวัน ก็สามารถเดินทางได้ทันที  แต่ผู้ขับขี่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือไม่ควรขับรถในขณะที่ร่างกายอ่อนเพลีย  เหน็ดเหนื่อย ง่วงนอน  ซึ่งเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะเมื่อขับรถไประยะหนึ่ง

ช่วงเวลาที่คนขับรถมักเกิดอาการหลับใน มักเป็นช่วงหลังตี 1 ถึงตี 5   ดังนั้น เมื่อขับรถไประยะหนึ่ง ควรแวะปั๊มน้ำมัน เพื่อยืดเส้นยืดสาย หรือพักผ่อน

การจิบกาแฟร้อน ก็ช่วยกระตุ้นความตื่นตัวของร่างกายได้  แต่ไม่เพียงพอ หากร่างกายเหนื่อยล้ามาก ดังนั้นไม่ควรฝืน โดยอาจจะแวะจอดรถนอนสักงีบที่ปั๊มน้ำมัน  หรือจุดตรวจ หรือกรมทางหลวงซึ่งมักเปิดสถานที่ให้ผู้ขับขี่แวะพัก ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาว

นอกจากนี้ การขับรถในเวลากลางคืนยังควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากทัศนวิสัยไม่ดีเหมือนช่วงกลางวัน ในเส้นทางที่ไม่มีไฟทาง หรือทางมืด สามารถเปิดไฟสูงช่วยได้ แต่ควรจะเปลี่ยนเป็นไฟธรรมดา  เมื่อขับตามหลังรถคนอื่น หรือเมื่อมีรถแล่นสวนทางมา ไม่ใช่เปิดไฟสูงจ่อใส่รถคันหน้าตลอดเวลา จะเป็นอันตราย ถือว่าไม่มีมารยาทอย่างมาก

การขับรถในเวลากลางคืน เน้นใช้สัญญาณไฟบอก เพื่อนร่วมทางมากกว่าการใช้สัญญาณเสียงหรือกดแตร เพราะจะมองเห็นได้ชัดเจนกว่า เช่นในกรณีที่รถคันหน้าจะเปลี่ยนช่องเดินรถในระยะที่เราขับขึ้นมาใกล้ ก็ควรเปิดไฟสูง เตือน หรือหากมีรถจะเลี้ยว  แต่เราขึ้นมาในระยะกระชั้นด้วยความเร็วที่หากเบรกอาจจะเกิดอันตรายได้  ก็ควรเปิดไฟสูง ก่อนจะลดลงแล้วส่งสัญญาณกระพริบ 2 ครั้งติดกัน  ให้รถที่จะเลี้ยวข้างหน้ารู้ว่า เราขอผ่านไปก่อน

การขับรถลุยน้ำท่วม-น้ำขัง

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

ขณะที่ฝนตกหนัก หรือหยุดตกแล้ว บางจุดบางแห่งของผิวถนนจะมีน้ำท่วมขัง เป็นอุปสรรคในการควบคุมรถ การขับลุยน้ำ ต้องใช้ความเร็วต่ำ ขับช้าๆ ป้องกันไม่ให้น้ำเข้าสู่ระบบเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องดับได้ ทิ้งระยะห่างจากคันหน้าพอสมควร ยิ่งมีรถสวนทางต้องชะลอความเร็ว โดยเฉพาะสวนกับรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ ป้องกันระลอกคลื่นปะทะเครื่องยนต์ดับและไม่ควรแตะเบรกในขณะลุยน้ำให้ระวังรถ ที่มาข้างหลัง เพราะการใช้เบรกตอนลุยน้ำท่วมน้ำขัง ประสิทธิภาพเบรกลดลง

เมื่อพ้นช่วงที่มีน้ำท่วมขัง ให้ทดลองแตะเบรกเบาๆเพื่อไล่ความชื้นจากผ้าเบรก และต้องเพิ่มความระมัดระวัง หากใช้ความเร็วสูงขับผ่านช่วงที่มีน้ำท่วมน้ำขัง เป็นอันตรายและอาจจะทำให้รถเสียการทรงตัว น้ำท่วมขังพุ่งกระจายขึ้นมาบังหน้ารถจนไม่สามารถมองเห็นข้างหน้าได้ และถ้าเป็นริมทางเท้าทำให้น้ำกระเด็นไปโดนคนเดินเท้ายิ่งเป็นการเสียมรรยาท อย่างมาก

ถนนที่มีหลังเต่า หรือนูนตรงกลางถนน เมื่อต้องขับรถผ่านให้เพิ่มความระมัดระวัง ลดความเร็ว เพราะขับผ่านหลังเต่าด้วยความเร็วจะทำให้รถเสียการทรงตัว เป็นอันตรายได้

ขับบนทางด่วน-มอเตอร์เวย์

ข้อแตกต่างของการขับรถบนถนนหลวงทั่วไปกับขับรถบนทางด่วน หรือทางด่วนพิเศษ คือการใช้ความเร็วในการขับได้มากกว่าบนถนนปกติธรรมดาทั่วไปซึ่งขับได้ 80-90กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่บนเส้นทาง มอเตอร์เวย์ใช้ความเร็วได้ถึง 120กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตาม กฎหมายเพราะทางด่วนดีตรงที่ไม่มีสิ่งกีดขวาง ไม่มีรถสวนทาง ไม่มีสี่แยก เป็นทางยาวๆ ให้ทำความเร็วของรถได้มากกว่า กรณีที่การจราจรปกติ แต่ถ้ามีความประมาทการขับรถยนต์บนทางด่วนเพียงเล็กน้อย อาจจะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นรุนแรงและเสียหายได้มากกว่าใช้ความเร็วบนถนนปกติ ด้วยเช่นกัน

ก่อนการเดินทางแต่ละทริป  ควรศึกษาเส้นทาง โทรเช็คสภาพการจราจร หรือฟังวิทยุข่าวสารการจราจร เพราะอุบัติเหตุข้อขัดข้องแต่ละครั้งที่เกิดขึ้น จะทำให้เกิดปัญหาการจราจรรถติดนานและนานนับเป็นชั่วโมงได้  หรือหากเดินทางโดยใช้ทางด่วน ควรสนใจอ่านป้ายตัววิ่งแจ้งข่าวสารคนใช้เส้นทางบนทางด่วน ที่ให้ข้อมูลการจราจรที่สำคัญ เป็นระยะๆ ถ้าไม่ได้ตรวจเช็ค เมื่อตัดสินใจผิดขึ้นไปแล้วจะทำให้เสียเวลาไปรถติดบนทางด่วนไปไหนก็ไม่ได้ ถ้าเพียงตรวจเช็คก่อน

ขับอย่างปลอดภัยตอนฝนตก

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

ช่วงฝนตก ต้องเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ เบื้องต้นหากเตรียมความพร้อมของตัวรถ ควรรู้วิธีการใช้รถยนต์ใช้ถนนในช่วงที่เกิดฝนตก ที่ไม่สมควรและใช้กันผิดๆ เมื่อฝนตกแรงแค่ไหนแต่ถ้ายังมองเห็นถนนและสามารถขับต่อไปได้ ต้องไม่เปิดไฟฉุกเฉินไปขับรถไปเพราะการใช้ไฟฉุกเฉินต้องใช้เฉพาะรถหยุดนิ่ง เพื่อแจ้งให้เพื่อนร่วมทางทราบว่า รถคันที่เปิดมีปัญหา ต้องจอดเสีย แต่ถ้าขับไป เปิดไฟฉุกเฉินไป จะเป็นอันตรายต่อรถคุณเองและรถคันอื่น เพราะ รถคันที่ตามมา หรือคันที่อยู่ข้างหน้า จะมองไม่เห็นสัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย หรือเลี้ยวขวาของคุณ

เริ่มต้นต้องลดความเร็วลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางที่มีน้ำท่วมขัง ทางลาดชัน และใช้เกียร์ต่ำ
ทางที่ดี ใช้เกียร์ 2 ซึ่งจะมีความเร็วคงที่ และควบคุมบังคับรถได้ดีที่สุด เพื่อให้รถเคลื่อนตัวอย่างช้าที่สุด  อย่าขับรถชิดคันหน้ามากเกินไปให้ทิ้งระยะห่างกันไว้พอสมควร เพราะถนนเปียกการเบรกเพื่อควบคุมรถให้หยุด จะควบคุมไม่ได้ดีเหมือนสภาพที่ถนนแห้ง

การใช้ความเร็วในช่วงถนนมีน้ำท่วมขัง และการใช้เบรกในขณะที่ถนนเปียก อย่าเหยียบเบรกโดยแรง เพราะทำให้รถเสียการทรงตัวลื่นแฉลบ  ล้อปัด ความสามารถในการหยุดรถทำได้ยากกว่าสภาพถนนปกติ
บังคับพวงมาลัยหากหมุนไปทางซ้ายหรือขวาแล้ว ต้องหมุนกลับมาให้อยู่ในทางตรงเสมอ  หากเกิดการเสียหลักให้ตั้งสติและอย่าเหยียบเบรกทันที ให้ลดความเร็ว แล้วเปลี่ยนใช้เกียร์ต่ำ หากเหยียบเบรกทันที หรือหมุนหักพวงมาลัยทันทีจะทำให้รถพลิกคว่ำเป็นอันตรายได้  เมื่อชะลอความเร็วและสามารถควบคุมรถได้แล้ว จึงค่อยหักหมุนพวงมาลัย

กรณีที่ฝนตกหนักจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า ควรเปิดไฟหน้ารถ และขับรถให้ช้าลง แต่ถ้าเปิดไฟหน้ารถแล้วยังมองไม่เห็นถนนได้อย่างชัดเจน ควรจอดรถข้างทางจนกว่าสภาพอากาศดีขึ้นจึงค่อยขับรถต่อ

การขับรถขึ้น-ลงเขา

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

ข้อควรปฏิบัติเมื่อต้องขับรถขึ้น-ลงเขา

  • ห้ามใช้เกียร์ว่าง
  • ห้ามเหยียบคลัช
  • ห้ามใช้เบรกตลอดเวลา
  • ห้ามดับเครื่องยนต์
  • ต้องใช้เกียร์ต่ำ
  • ขับรถชิดขอบทางด้านซ้าย
  • ให้เสียงสัญญาณเตือนรถที่อาจจะสวนมา กรณีทางแคบ ทางอ้อมเขา

กรณี เกิดความจำเป็น ต้องจอดรถหรือหยุดรถบนเนิน ควรใช้ไม้หนาๆ หรือก้อนหิน หนุนล้อ และหักพวงมาลัยเพื่อป้องกันรถยนต์ไหลลงเขาตกเหวได้

การ ขับรถลงเขา ลงเนินสูง ความเร็วรถจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จะเป็นอันตรายเกิดขึ้นได้ง่ายในการควบคุมรถ ต้องใช้เกียร์ต่ำ ควบคุมความเร็ว  ถ้าเกิดเหตุเครื่องยนต์ดับระหว่างขับรถลงเขาให้เหยียบเบรก ดึงเบรกมือประคองรถเข้าไหล่ทาง ใช้ก้อนหินหรือไม้หนาๆ หนุนล้อป้องกันรถไหลลงเขาลงเนิน

ข้อควรจำ
ห้ามแซง ขณะขับรถขึ้น-ลงเขา เพราะจะเป็นอันตราย และมองไม่เห็นรถที่ขับสวนทางมาได้

การใช้เบรกเพื่อหยุดรถหรือลดความเร็วระหว่างขับรถยนต์ลงจากเขา บ่อยๆ อาจจะทำให้เกิดเบรกแตก สูญเสียการควบคุมรถ ขับรถลงเขาให้ใช้เกียร์ต่ำจะแตะเบรกห้ามล้อทุกครั้งต้องให้ได้ผล ไม่ควรแตะๆ นิดๆ เพื่อเพียงให้ลดความเร็วเท่านั้น เพราะการควบคุมรถยนต์ขณะลงเขา ต้องรู้จักและเรียนรู้การขับรถเบื้องต้น ซึ่งมีเทคนิคเพิ่มขึ้นจากการขับรถทางราบนิดหน่อย ดังนั้น หากรถยนต์ได้ดูแลสมรรถภาพความปลอดภัยในการขับขี่ก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

ขับปลอดภัยในทุกสภาวะ

Posted in ขับขี่ปลอดภัย | No Comments »

ก่อนการขับรถทุกครั้งผู้ขับขี่ ควรต้องดูสภาพความพร้อมของตัวเอง ว่าเข้าข่ายต้องห้ามนี้หรือไม่  และพึงระลึกเสมอถึงข้อห้ามต่างๆ ในการขับขี่ ได้แก่

  • อยู่ในสภาวะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับ เช่น ภายหลังจากรับประทานยาแก้ไข้หวัด  ง่วงนอน  อ่อนเพลีย
  • ในขณะเมาสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น
  • ใน ขณะที่เสพ หรือรับเข้าร่างกาย ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ ซึ่งวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน(ยาบ้า) หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทอย่างอื่น
  • ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาตขับรถ
  • ในลักษณะกีดขวางการจราจร
  • โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
  • ใน ลักษณะที่ผิดปกติวิสัยของการขับรถตามธรรมดาหรือไม่อาจและเห็นทางด้านหน้า หรือด้านหลัง ด้านใดด้านหนึ่ง หรือทั้งสองด้านได้พอแก่ความปลอดภัย
  • คร่อมหรือทับเส้นหรือแนวแบ่งช่องรถ เว้นแต่เมื่อต้องการเปลี่ยนช่องเดินรถ เลี้ยวรถ หรือกลับรถ
  • บนทางเท้าโดยไม่มีเหตุอันควร เว้นแต่รถลากเข็นสำหรับทารก คนป่วย หรือคนพิการ
  • ขับไม่โทรศัพท์ แต่ถ้าจำเป็นต้องโทรฯ ให้ใช้อุปกรณ์เสริมหรือแวะจอดข้างทาง

การให้สัญญาณไฟ
เป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ขับรถทุกคนจะต้องใช้ให้ติดเป็นนิสัย เพราะหมายถึงการบอกกล่าวให้เพื่อนร่วมทางได้รู้ว่าเราจะไปทางไหน หรือจะขอแซงไปก่อน การใช้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ใช้เมื่อต้องการเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา กลับรถ เปลี่ยนช่องทางเดินรถ หรือต้องการจะแซงคันอื่น ควรเปิดสัญญาณไฟในระยะ 30 เมตรก่อนเลี้ยว หรือแซง หรือเปลี่ยนช่องทางเดินรถ  หรือจะออกจากที่จอดรถ ก็ควรเปิดด้วยเช่นกัน

ส่วนการใช้สัญญาณไฟกระพริบ หรือไฟฉุกเฉิน หรือ ไฟผ่าหมาก แล้วแต่จะเรียกกัน ให้ใช้ในกรณีที่จอดรถที่เครื่องยนต์ หรืออุปกรณ์ขัดข้องในช่องทางเดินรถ หรืออาจจะประสบอุบัติเหตุ หรือมีอุบัติเหตุข้างหน้า แต่พึงจำไว้เสมอว่า ไฟฉุกเฉินให้ใช้เฉพาะในกรณีที่รถจอดเสียเท่านั้น

บ่อย ครั้งที่ผู้ขับขี่ใช้ไฟฉุกเฉิน หรือไฟกระพริบ หรือ ไฟผ่าหมาก แบบผิดๆ  ทั้งๆ ที่แล่นอยู่กลางถนน  หรืออาจจะใช้ในยามที่ฝนตกหนัก ด้วยเข้าใจว่า ถ้าเปิดไฟกระพริบจะทำให้รถที่ตามมาระมัดระวัง  แต่กลายเป็นว่า ไม่มีใครเดาใจได้ถูกกว่าเราจะเปลี่ยนช่องเดินรถเมื่อไหร่ ผลที่สุด กลายเป็นเพิ่มความเสี่ยง และคุณอาจจะกลายเป็นถูกชนท้ายได้
และหากจำเป็นต้องขับรถตามรถที่เปิดไฟฉุกเฉิน ก็ควรทิ้งระยะห่างอย่างน้อย 50 เมตร

การขับรถผ่านทางร่วม ทางแยก หรือวงเวียน
เมื่อขับขี่รถมาถึงทางร่วมทางแยก ควรปฏิบัติดังนี้

    • ถ้ามีรถอื่นอยู่ในทางร่วมทางแยก ต้องให้รถทางร่วมทางแยกนั้นไปก่อน
    • ถ้ามาถึงทางร่วมทางแยกพร้อมกัน และไม่รออยู่ในทางร่วมทางแยก ต้องให้รถที่อยู่ทาง“ด้านซ้าย” ของตน ผ่านไปก่อน  แต่ถ้าทางร่วมทางแยกนั้นมีทางเดินรถทางเอกตัดผ่าน  จะต้องให้รถทางเอกผ่านไปก่อน
    • ในทางปฏิบัติสากลสำหรับการใช้รถทางร่วมทางแยก ควรจะให้รถอีกทางไปได้ โดยการสลับกันไปทางละคัน

ข้อสังเกตสำหรับทางเดินรถทางเอก
คือทางเดินรถที่เจ้าพนักงานจราจรได้ประกาศ และติดตั้งเครื่องหมายจราจร แสดงว่าเป็นทางเดินรถทางเอก  หรือถ้าทางร่วมใดมีป้าย”หยุด” ที่ริมทางร่วมทางแยกนั้นให้ถือว่าทางนั้นเป็นทางโท

กรณี ขับขี่รถถึงวงเวียน  : ถ้ามีสัญญาณไฟจราจร ให้ปฏิบัติตามสัญญาณไฟ หรือเครื่องหมายจราจรนั้น  แต่หากไม่มีสัญญาณไฟ หรือเครื่องหมายจราจร ผู้ขับขี่จะต้องให้สิทธิรถที่อยู่ในวงเวียนทาง ด้านขวา ของคนขับผ่านไปก่อน