DRIVETHAILAND



ตรวจสอบรถ

Posted on วันศุกร์, พฤษภาคม 29th, 2009 at 5:14 pm

ในยามปกติที่ใช้รถ เราควรเปิดกระโปรงหน้ารถตรวจดูความพร้อมง่ายๆ เช่น หม้อน้ำ น้ำมันเครื่อง น้ำกลั่นแบตเตอรี่ น้ำสำหรับปัดน้ำฝน อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง  แต่ควรตรวจดูทุกครั้งก่อนออกเดินทางไกล

  • หม้อน้ำ ควรเติมน้ำให้ถึงขีดสูงสุดที่กำหนด
  • น้ำกลั่นแบตเตอรี่ ควรตรวจดูพร่องไปหรือไม่ กรณีเป็นแบบเปียก  การเติมน้ำกลั่นไม่ควรเติมจนเต็ม หรือมากเกินไป คือเกินระดับต่ำสุดของพลาสติกที่ต่อจากปุ่มปิดด้านบนลงไป เพราะหากเติมมากเกินไป จะเกิดการล้นและกลายเป็นกรดกัดเหล็กห้องเครื่อง ขั้วแบต เสียหายได้ และควรเติมใส่ทุกช่องให้เท่าๆกัน
  • น้ำมันเครื่อง ตรวจเช็คว่าลดน้อยลงหรือไม่ ขณะเดียวกัน ในรถควรมีน้ำมันเครื่องกระป๋องเล็กขนาด 1 ลิตร ติดรถไว้เพื่อความไม่ประมาท โดยเฉพาะถ้าขับรถลุย หรือ ออฟโรด มีโอกาสที่น้ำมันเครื่องจะลดลงได้
  • น้ำสำหรับปัดน้ำฝน ซึ่งจำเป็นสำหรับในกรณีที่ใช้ล้างกระจก ยิ่งขับรถหน้าฝน ยิ่งจำเป็น เพราะช่วงที่ถนนเฉอะแฉะ  จะน้ำที่กระเซ็นใส่กระจกทำให้พร่ามัว ก็ต้องอาศัยฉีดกระจกช่วย แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไป

การตรวจเช็คคร่าวๆ เหล่านี้  เราทำเป็นประจำ ในการใช้รถประจำวัน   แต่ยามเดินทางไกล ควรนำรถไปเช็คสภาพ รถใหม่ป้ายแดง หรือป้ายขาวยังใช้ไปไม่กี่ปี อาจจะไม่มีปัญหามากมาย ถ้าการใช้ในชีวิตประจำวันไม่เจอปัญหา

แต่สำหรับรถเก่า ควรนำไปเช็คสภาพให้เรียบร้อยก่อน โดยเฉพาะ ถ้าเส้นทางที่ไป เป็นทางทุรกันดาร หรือเป็นเส้นทางขึ้น-ลงเขาสูง ทางคดเคี้ยว ก็ควรต้องนำรถไปตรวจสภาพกับอู่เพิ่มเติม เช่น เบรก  คลัช   และก่อนเดินทางไกลทุกครั้ง

คลัช - ปัจจุบัน มีรถใช้คลัชน้อยลง เมื่อระบบเกียร์ออโต้เข้ามาแทนที่ แต่รถเกียร์ธรรมดา คลัชยังจำเป็น และจำเป็นต้องตรวจเช็คสภาพ  เมื่อมีปัญหาเช่นการเข้าคลัชยาก แป้นเหยียบแข็ง หรือการเข้าเกียร์ลำบาก  ซึ่งหากเราหมั่นตรวจสอบสภาพอยู่สม่ำเสมอ ก็ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลมากมาย

ระบบเบรก- การขับรถบนท้องถนนนั้น ผู้ขับแทบจะไม่ต้องกังวลอะไรมาก จะเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หรือเหยียบเบรกเพื่อหยุดรถก็ทำได้เลย และไม่ต้องกังวลว่าล้อจะล็อก เพราะปัจจุบันนี้มีระบบเบรก ABS ติดตั้งมากับรถแทบทุกคันอยู่แล้ว  แต่กระนั้นเราก็ควรนำรถเข้าตรวจเช็คให้มั่นใจเพื่อความปลอดภัย ก่อนเดินทางโดยเฉพาะถ้าเส้นทางที่จะไปเป็นเส้นทางที่ต้องขึ้น-ลงเขา คดเคี้ยว

ที่แต่งรถออฟโรดเพื่อลุยกันเต็มรูปแบบ ควรใส่ใจกับระบบเบรกให้มาก เลือกใช้น้ำมันเบรกและผ้าเบรกที่มีคุณภาพ สามารถทนความร้อนได้ดี และหมั่นตรวจสอบการใช้งานเป็นประจำ ยิ่งรถแรงเท่าใด ก็ยิ่งต้องการระบบเบรกที่ดี โดยเฉพาะบนเส้นทางออฟโรดที่ไม่ต้องการความผิดพลาดใดๆ ในขณะขับขี่

ยางรถ-เปรียบเสมือนเท้าของรถยนต์  หากเท้าไม่ดี การเดินทางก็คงลำบาก  สิ่งสำคัญที่ต้องดูแลเท้าหรือยางรถยนต์ ง่ายๆ ก็คือการเติมลมยาง
หลายคนยังงุนงง สงสัย ควรเติมลมยางอย่างไร  เติมขนาดไหนถึงจะพอดีกับการเดินทางระยะไกลง่ายๆให้ดูจากคู่มือที่ติดมากับรถ  การเติมลมยางนั้น ควรเติมในช่วงที่ยางยังไม่ร้อนเกินไป หรือให้ดีออกจากบ้านไม่ควรเกิน 2 กิโลเมตร หากต้องการวิ่งทางไกล นานๆ ควรเพิ่มลมยางอีกประมาณ 3-5 ปอนด์ / ตารางนิ้วและให้ดี ต้องตรวจดูยางอะไหล่ เติมลมยางให้เรียบร้อยด้วยเช่นกัน

ความดันลมยางระเก๋งกับรถกระบะไม่เท่ากันนะ
รถเก๋ง ควรดันลมยางสูงสุดไม่ควรเกิน 35 ปอนด์ / ตารางนิ้ว ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทรถ

  • รถเก๋งขนาดเล็ก ความดันลมยางประมาณ 25-30 ปอนด์ / ตารางนิ้ว
  • รถเก๋งขนาดกลางถึงใหญ่ ความดันลมยาง ประมาณ 30-35 ปอนด์ / ตารางนิ้ว

รถกระบะ ความดันลมยางไม่ควรเกิน 35 ปอนด์ / ตารางนิ้ว หรือถ้าบรรทุกของหนักๆ แบบจะย้ายบ้าน ก็เติมได้ถึง 50-60 ปอนด์ / ตารางนิ้ว
การเติมลมยางมากเกินไป

  • บริเวณของกึ่งกลางของหน้ายางจะสึกหรอได้ง่าย
  • การรับแรงและการยืดหยุ่นด้อยลง เมื่อมีการรับน้ำหนักหรือการกระแทก ก็อาจทำให้เกิดการระเบิดของยางได้ง่าย
  • การทรงตัวและการเกาะถนน ไม่ดีเท่าที่ควร

การเติมลมยาง น้อยเกินไป

  • บริเวณไหล่ยาง จะสึกเร็วกว่าปกติ แก้มยางทำงานหนัก สึกหรอได้ง่าย
  • การหมุนหรือบังคับ พวงมาลัย ได้ยากขึ้น
  • การทรงตัวของรถในขณะขับขี่ด้อยลง

ระบบไฟ ควร ตรวจสอบให้มั่นใจว่า ไฟหน้า ไฟหลัง ไฟเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ไฟถอยหลัง  ติดครบทุกดวงหรือไม่  หากไม่ก็จัดการเปลี่ยนซะ จะเปลี่ยนเองหรือเข้าอู่เปลี่ยนก็ได้ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของเราเอง
ปัดน้ำฝนผู้ ขับขี่หลายคนอาจจะละเลย หรือมองข้าม หรือไม่ทันนึกในการตรวจเช็ก ก็คือที่ปัดน้ำฝน  ครั้นจำเป็นต้องใช้ขึ้นมา ดันไม่อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดี ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่เสียไป เพราะน้ำฝนที่เกาะกระจกหน้ารถเรา ทำให้เป็นอันตรายต่อตัวเราเองและเพื่อนร่วมทางได้ ยิ่งเมื่อเดินทางไปแต่ละพื้นที่ ซึ่งสภาพอากาศอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอด

ตัวมอเตอร์ไฟฟ้า และขาคันชัก ก้านดึง  ข้อต่อ หากดูแลดีๆ ก็มีอายุการใช้งานได้นาน ควรหล่อลื่นพวกข้อต่อบ้าง โดยการใช้น้ำมันเครื่อง จารบีถ้ากันน้ำได้ยิ่งดี ส่วนตัวก้านที่ปัดน้ำฝนดูจะเป็นจุดที่ถูกละเลยมากที่สุด อาจจะเพราะมันไม่ค่อยก่อความเสียหาย แต่ก็ควรตรวจดูตัวน็อตยึด  เช็คข้อต่อต่างๆ ถ้าแน่นหนาดีก็ไม่มีปัญหา ส่วนสำคัญที่สุด คือ ยางใบปัดน้ำฝน

อย่าเลือกซื้อใบปัดน้ำฝนเพียงเพราะราคาถูกอย่างเดียว  แต่ต้องให้เหมาะสมต่อการใช้ และควรเปลี่ยนทุกปี และควรเลือกยางใบปัดที่มีขนาดความยาวเท่าเดิม เพราะถ้าใบปัดสั้นกว่าของเก่า รัศมีการปัดจะสั้นลง แต่ถ้าใบปัดยาวเกิน จะไปถูกับยางหรือคิ้วขอบกระจก ทำให้ใบปัดเสียหาย  ถ้าตัวกระจกมีสิ่งสกปรกเกาะอยู่ ก็ทำให้เกิดความฝืดเพิ่มขึ้น หรือเป็นตัวที่ทำให้ใบปัดสะดุด  และที่สำคัญคือควรทำความสะอาดใบปัดน้ำฝน ด้วยการใช้ผ้านุ่มชุบน้ำ แล้วบิดพอ หมาดๆ เช็ดรูดไปตามความยาวของยางใบปัด หรือแม้จะไม่ได้ใช้งาน ใบปัดเลย ก็ควรทำทุกครั้งที่มีการล้างรถ ข้อสำคัญคือ ไม่ควรใช้ผงซักฟอกผสมน้ำ ทำความสะอาดอย่างเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้ยางเสื่อม สภาพแล้ว ยังทำให้สีรถเสียหายได้ด้วย

You can leave a response, or trackback from your own site.

Leave a reply

Name (*)
Mail (will not be published) (*)
URI
Comment