ความเป็นไทย : ๖ ทศวรรษแห่งศิลปะใหม่และร่วมสมัย

สำหรับประเทศไทยแล้ว พ.ศ. ๒๕๔๙ เป็นปีที่เนืองแน่นไป ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์และสืบทอด ขนบประเพณี ต่างๆ เนื่องในวโรกาสฉลองสิริราชสมบัติ ครบ ๖๐ ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ประชาชนชาวไทยต่างแสดงออกถึงความรู้สึกจงรักภักดีอย่างจริงใจ ในโอกาส มหามงคลนี้ ภาพจารึกเหตุการณ์ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประทับท่ามกลางคลื่นพสกนิกรชาวไทยซึ่งพร้อมใจใส่ เสื้อเหลือง อันเป็น สีประจำวันพระราชสมภพเป็นภาพสร้างความ ประทับใจแก่ผู้คนทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีงานเฉลิมฉลองแสงสี งดงามตระการตา และพระราชพิธี กระบวนแห่พยุหยาตราทาง ชลมารค และมีพระราชอาคันตุกะจากราชวงศ์ ต่างๆทั่วโลกมาร่วมในงานราชพิธี พิธีเฉลิมฉลองเหล่านี้สะท้อนให้เห็น ถึงวัฒนธรรม ประเพณีที่ปลูกฝังมโนทัศน์ ความเป็นชาติและความเป็นไทยโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเสริมสร้าง เสถียรภาพ และความมั่นคงด้วยการ ธำรงไว้ ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นสามเสาหลักของความเป็น รัฐชาติ ของประเทศไทย ประชาชนชาวไทยยึดมั่น ในศรัทธาต่อสถาบันทั้งสาม ซึ่งตอกย้ำถึงความหมายของ อัตลักษณ์ชาติ

นอกจากนี้ พ.ศ. ๒๕๔๙ ยังเป็นปีที่เราได้เห็นการเดินขบวน ประท้วงของผู้ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่เดินขบวนประท้วงอย่างสงบ สวมเสื้อเหลืองพร้อมผ้าคาดศีรษะ สีเดียวกัน เรียกร้องให้ นายก รัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีลาออกการประท้วงอย่างต่อเนื่อง ได้นำไปสู่ การก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน โดยผู้ก่อการคือ คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ภายใต้การนำของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน คณะปฏิรูปฯ ได้อ้างเหตุผล ในการก่อรัฐประหารว่ามีสาเหตุมาจาก การที่ประเทศ เกิดความแตกแยกจากการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องการ ฉ้อฉล และเหตุการณ์ต่างๆ ที่ล่อแหลม ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การก่อรัฐประหารโดยไม่เสียเลือดเนื้อ มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะธำรง ไว้ ซึ่งเสถียรภาพและเอกภาพของชาติไทย ดังจะเห็นจากภาพของ ประชาชน ในชุดสีเหลืองเข้าไปคลุกคลีกับทหาร ขอถ่ายรูปพร้อม รถถังและปืนกลซึ่งประจำการอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ

วาทกรรมชาตินิยมได้ถูกใช้ในการแสดงมโนทัศน์ที่เป็นจินตภาพ ร่วมเพื่อให้ "ตัวตนของชาติ" แตกต่างจาก "ตัวตนของชาติอื่นๆ" ในประเทศไทยได้มีการออกแบบวาทกรรมชาติเพื่อเสริมแนวคิดใน เรื่องความ "ถูกต้อง" และ "ดีงาม" ให้แข็งแกร่ง และเพื่อรักษาให้ ขนบประเพณีอันเป็นที่เคารพ ซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษได้คง อยู่ต่อไป วัฒนธรรมมักจะถูกมองว่าเป็นลักษณะที่โดดเด่นของ ประเทศไทย มีความสำคัญยิ่งต่อเสถียรภาพและบูรณภาพ ของ ประเทศ ในช่วงรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม (พ.ศ.๒๔๘๑- ๒๔๘๗, ๒๔๙๑-๒๕๐๐) ได้ริเริ่มโครงการ หลายประเภทเพื่อ เผยแพร่และย้ำเน้นวัฒนธรรมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากยุโรปและ ญี่ปุ่น มีการก่อตั้งกระทรวง วัฒนธรรม (ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๕- ๒๕๐๑) โดยมีพันธกิจที่จะส่งเสริมเอกลักษณ์ของไทยในด้าน มารยาท ศิลปะ ดนตรี การแสดง และแฟชั่นด้วยวิธีการโฆษณา ชวนเชื่อต่างๆ วัฒนธรรมและศิลปะถูกมองว่าเป็นเครื่องมือ ในการ ส่งเสริมแนวคิดชาตินิยมและความคิดสมัยใหม่ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ คณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้รับการจัดตั้งขึ้น เพื่อดูแลการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมไทย คณะกรรมการ เอกลักษณ์ของชาติ และอนุกรรมการเพื่อการเผยแพร่เอกลักษณ์ ไทยยังได้ส่งเสริมให้มีโครงการสิ่งพิมพ์ และงานกิจกรรมต่างๆ นับไม่ถ้วนเพื่อแสดงแบบอย่างวัฒนธรรมให้ชาวไทยยึดถือปฏิบัติ ตาม ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ รัฐบาลได้ก่อตั้งกระทรวง วัฒนธรรม ขึ้นมาใหม่เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่วัฒนธรรมไทยเพื่อประโยชน์ ประชาชน

ศิลปะไทยสมัยใหม่มุ่งเน้นในเรื่อง "ความถูกต้องทางการเมือง" (political correctness) มีการก่อตั้งสถาบันศิลปะ จัดการประกวดและนิทรรศการต่างๆ เพื่อรองรับสิ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า คือศิลปะ (consensus art) โดยมีสมมุติฐานว่าศิลปะเช่นนี้ควรจะ สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะที่เป็นอัตลักษณ์ของไทย รัฐบาลและผู้อุปถัมภ์ ที่เป็น บรรษัทเอกชนตระหนักถึงความสำคัญของการส่งเสริมความเป็น ไทยผ่านงานศิลปะสมัยใหม่ ที่ถือกันว่าเป็น กระแสหลักของประเทศ ไทยแทบจะไม่สะท้อนความขัดแย้งทางการเมือง หรือประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับเพศ ชนชั้น คตินิยมเชื้อชาติ หรือความเกลียดกลัวต่างชาติ แม้ว่าพหุอัตลักษณ์ (multiple identities) เป็นสิ่งที่ศิลปะสมัยใหม่ ส่งเสริมแต่ก็มักจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่เป็นบูรณาการ และคตินิยม สรรผสาน (eclecticism) มากกว่าที่จะแสดงถึง ความขัดแย้งและ ความไร้แบบแผน

นอกจากจะส่งเสริมให้สร้างอนุสาวรีย์ต่างๆ ในช่วงระหว่าง พ.ศ. ๒๔๗๔-๒๔๙๓ แล้ว กรมศิลปากรในยุคที่หลวงวิจิตร วาทการ (พ.ศ. ๒๔๔๑-๒๕๐๕) เป็นอธิบดีอยู่นั้น ได้มุ่งที่จะปลูกฝังความรู้ สึกชาตินิยมด้วยการพัฒนาหลักสูตร ศิลปะ และจัดการประกวดผลงาน ทางด้านศิลปะ ความปรารถนาที่จะรวมลักษณะเด่นและความรู้สึก นึกคิด แบบไทยๆ ให้เป็นเอกภาพเป็นสิ่งที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี (พ.ศ. ๒๔๓๕-๒๕๐๕) (ชื่อเดิมว่า คอร์ราโด เฟโรชี ประติมากรชาว อิตาเลียนที่มาตั้งรกรากในประเทศไทยในช่วงปลายทศวรรษ ๑๙๒๐ และต่อมาได้กลายเป็นที่รู้จักกัน ในฐานะ "บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของ ไทย") ได้รับมอบเป็นนโยบายให้ผลักดันให้เป็นรูปธรรม ศิลปะสมัยใหม่ จึงถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชาติไทย นี่เป็นศิลปะแนวหนึ่งที่คน ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าคือศิลปะ กล่าวคือเป็นกระบวนแบบที่เป็น สูตรสำเร็จ มีเนื้อหาแบบดั้งเดิม ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ ของรัฐบาล และเผยแพร่ในรูปแบบของอนุสาวรีย์ต่างๆ สำหรับผลงาน ประติมากรรมของอาจารย์ศิลป์ พีระศรี, พิมาน มูลประมุข, สิทธิเดช แสงหิรัญ, แสวง สงฆ์มั่งมี เนื้อหาโดยทั่วไปจะนำเสนอตามหลักวิชาการ ที่มุ่งความสมจริงและ ความเชี่ยวชาญที่ล้ำเลิศ สัจนิยมวีรบุรษ (heroic realism) โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ยังคงเป็นอมตะในอนุสาวรีย์ และภาพเหมือนของวีรบุรุษของชาติ มีความสำคัญต่อการยกย่องเชิดชู ความเป็นชาติและอัตลักษณ์ของประเทศไทย วีรบุรุษและวีรสตรีในอดีต เป็นสัญลักษณ์ของความรักชาติที่เข้มข้นและการใฝ่หาความมั่นคงของชาติ สัจนิยมแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ในการสร้างสรรค์ขนบประเพณีไทย

เขียน ยิ้มศิริ "เสียงขลุ่ยทิพย"์ ๒๔๙๒
ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ อาจารย์ศิลป์ พีระศรีได้มี ส่วนจัดตั้งการแสดง ศิลปกรรมแห่งชาติซึ่งได้ กลายมาเป็นก้าวสำคัญ ในการเผยแพร่ความ เป็นไทยและศิลปะสมัยใหม่ ผลงานชื่อ เสียงขลุ่ยทิพย์ (พ.ศ. ๒๔๙๒) ดินแดนแห่ง ความยิ้มแย้ม (พ.ศ. ๒๔๙๓) ของ เขียน ยิ้มศิริ ซึ่งได้ รับแรงบันดาลใจจากศิลปะสุโขทัย และแนวบาศกนิยม (cubism) สะท้อน ให้เห็นถึงความพยายามที่จะแสดงออกถึง รูปแบบที่เป็นพลวัตโดยใช้เทคนิคของ การหล่อสำริด

ผลงาน วัดพระแก้ว (พ.ศ. ๒๔๙๓) ของ ประสงค์ ปัทมานุช ใช้เทคนิคแนวบาศกนิยม (cubism) ผสม ผสานกับแนวการวาดภาพของไทย ออกมา เป็นภาพวัดที่มีชื่อเสียงของ ไทย เฟื้อ หริพิทักษ์, จิตร (ประกิต) บัวบุศย์, จำรัส เกียรติก้อง, บัณจบ พลาวงศ์, เฉลิม นาคีรักษ์ และ มีเซียม ยิบอินซอย ได้แสดงให้เห็นถึง ความเชี่ยวชาญในการเขียนภาพคนเหมือน และภาพภูมิทัศน์ ด้วยสีน้ำมัน บนผืนผ้าใบ ในแนวลัทธิประทับใจ (impressionism) และยุคหลังลัทธิ ประทับใจ (postimpressionism) เฟื้อ หริพิทักษ์ ได้พัฒนากระบวน
ประสงค์ ปัทมนุช "ผลงานวัดพระแก้ว" (พ.ศ. 2493)

จิตร (ประกิต) บัวบุศย์ Fuji Vines Arbor, ๒๔๘๙
เฟื้อ หริพิทักษ์
องค์ประกอบหรือนางแบบ, ๒๔๙๘

แบบจิตรกรรมของเขาในแนวลัทธิประทับใจและบาศกนิยม ระหว่างที่พำ นักอยู่ในประเทศอิตาลี อาจารย์ศิลป์ พีระศรี เขียนไว้ว่าศิลปินไทยควรจะ พัฒนา ตนเองด้วย การดัดแปลงกระบวนแบบสมัยใหม่ เช่น แนวลัทธิ ประทับใจ (impressionism) และยุคหลังลัทธิ ประทับใจ (post-impressionism) ให้เข้ากับเนื้อหา และเทคนิคของถิ่นที่เกิด ท่านรู้สึกว่าศิลปินไทยกำลัง อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ซึ่งมาพร้อมกับการสิ้นสุด ของหลักปฎิบัติของศิลปะ แบบประเพณีนิยม และการ เข้ามาของความคิดใหม่ๆ ผ่านแนวคิดและ รูปแบบ ใหม่ๆ กล่าวคือ แนวคิดประทับใจนิยม (impressionism) บาศกนิยม (cubism) และลัทธิเหนือจริง (surrealism)

ในช่วงพ.ศ. ๒๔๙๓-๒๕๐๓ ศิลปินไทยหลายคนเกิดความรู้สึกโหย หาชนบทและต้องการฟื้นฟูขนบประเพณีไทย เพื่อเป็นวิธีแสดงออกซึ่ง อัตลักษณ์ไทย วัสดุที่ศิลปินไทยใช้เช่น สีฝุ่น ทองคำเปลว ไม้สัก กระดาษ ทำมือ ทองสำริด บ่งบอกถึงการเน้นย้ำสิ่งที่มาจากท้องถิ่นและชนพื้นเมือง

รำมะนา (พ.ศ. ๒๔๙๓) ของชิต เหรียญประชา ได้รับแรงบันดาลใจจาก จังหวะของดนตรีพื้นบ้าน ขณะที่ วงกลม (พ.ศ. ๒๔๙๕) ของ สิทธิเดช แสงหิรัญ ถ่ายทอดให้เห็น ถึงการละเล่นของเด็กไทยในชนบท ฉากต่างๆ ของหมู่บ้านชาวประมง ภูมิทัศน์แบบชนบท ผู้หญิงทำงาน ในท้องทุ่ง และ เทศกาลรื่นเริงในท้องถิ่น ได้กลายมาเป็นเรื่องราวที่โปรดปราน ของศิลปิน เช่น สวัสดิ์ ตันติสุข, ชลูด นิ่มเสมอ, ทวี นันทขว้าง, ดำรง วงศ์อุปราช, ประยูร อุลุชาฎะ, ประหยัด พงษ์ดำ, อินสนธิ์ วงศ์สาม, ประพันธ์ ศรีสุตา, นพรัตน์ ลิวิสิทธิ์, ทวี รัชนีกร และ มานิตย์ ภู่อารีย์
ชิต เหรียญประชา "รำมะนา" พ.ศ. ๒๔๙๓

ลักษณะไทยหรือความเป็นไทยได้กลายเป็น ปัจจัยสำคัญของผลิตผล ทางวัฒนธรรม การมุ่ง เน้นความเป็นไทย ได้รับการยอมรับจาก บรรดา ศิลปินและกลุ่มครูศิลปะว่าเป็นวิธี ที่จำเป็นในการที่จะเชิดชูลักษณะประจำชาติ ให้โดดเด่น จากอิทธิพลของศิลปะในแนว ตะวันตก การแบ่งแยกศิลปะที่เป็นแบบ ไทยกับศิลปะที่ไม่เป็นไทยได้นำไปสู่ การเผชิญหน้าขึ้นในปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่ง เป็นปีที่ผลงานจิตรกรรมที่ชื่อว่า ชักกระดานหมายเลข ๒ ของประพัฒน์ โยธาประเสริฐ ชนะรางวัลเหรียญทอง ณ การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ กลุ่ม ศิลปินรุ่นหนุ่มสาวซึ่งพอใจผลงาน ในแนวล้ำยุค และนามธรรม ต่างพากัน
สิทธิเดช แสงหิรัญ "วงกลม" พ.ศ.๒๔๙๕
ประพัฒน์ โยธาประเสริฐ "
ชักกระดานหมายเลข ๒" ๒๕๐๗

ต่อต้านการประกวดศิลปะซึ่งทรงเกียรติที่สุดของประเทศไทย เพื่อประท้วง ความเป็นอนุรักษ์นิยม ของกรรมการตัดสิน ความขัดแย้งได้ยุติลงเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงเข้าร่วมการแสดง ศิลปกรรมแห่งชาติเป็นประจำในฐานะศิลปินรับเชิญ ได้ทรงจัดงานเลี้ยง น้ำชาขึ้นที่พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อไกล่เกลี่ยความขัดแย้งของทั้ง สองฝ่าย กระนั้นก็ตามความขัดแย้งระหว่างฝ่ายประเพณีนิยม และฝ่ายหัว ก้าวหน้าล้ำยุคก็สงบลงไปเพียงชั่วคราว

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
เขียนที่ภูพิงค์ ๑ ใน ๖ องค์ ของจิตรกรรม
ฝีพระหัตถ์พระราชทานร่วมแสดงในนิทรรศการ
ศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๔ พ.ศ. ๒๕๐๕

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเขียนภาพ ฝีพระหัตถ์จิตรกรรมสีน้ำมันอย่างต่อเนื่องในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๓-๒๕๐๖ ภาพฝีพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นภาพเหมือนของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระราชโอรสและ พระราชธิดา มีสีสันสดใสและระบายจากปลายพู่กันที่เร้าความรู้สึก ลวดลาย และสีสันอันเจิดจ้าบนภาพเขียนฝีพระหัตถ์ที่เป็นแนวกึ่งนามธรรมและนามธรรมน ั้นเปรียบได้กับเสียงดนตรีแจ๊ส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่จะได้ยิน อยู่เนืองๆ ขณะที่ทรงดนตรีร่วมกับวงดนตรีและนักดนตรีอื่นๆ ที่พระตำหนัก ดนตรีแจ๊ส จิตรกรรม ประติมากรรม และการถ่ายภาพได้กลายเป็นสื่อที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดในการแสดงออกซึ่งความเป็น อัครศิลปิน ในปี พ.ศ. ๒๕๐๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ ออสการ์ โคคอชกา (Oskar Kokoschka) จิตรกรชาวออสเตรียเข้าเฝ้า ในระหว่างที่เสด็จประพาสยุโรป ที่กรุงเทพฯ ศิลปินและนักดนตรี อาทิ ศิลป์ พีระศรี, ระเด่น บาซูกิ อับดุลลาห์ (Raden Basoeki Abdullah), แมนรัตน์ ศรีกรานนท์, ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์, พิริยะ ไกรฤกษ์, สมโภช อุปอินทร์, ลาวัณย์ ดาวราย และ ไข่มุกข์ ชูโต ต่างได้เข้าเฝ้าพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เพื่อสนทนาแลก เปลี่ยนความคิด ในเรื่องศิลปะ และดนตรี

ในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๑๓ ศิลปินไทยเริ่มรู้จักศิลปะนานา ประเทศมากขึ้น จากการไปชมงานแสดงศิลปกรรม สิ่งพิมพ์ต่างๆ และ จากการมีโอกาสไปศึกษาเล่าเรียนในยุโรป และสหรัฐอเมริกา ข้อเปรียบเทียบ เกี่ยวกับ ความแตกต่างระหว่างสากลชาตินิยมและอัตลักษณ์ไทยจึงเริ่ม ปรากฏชัด ศิลปินจำนวนมากรู้สึกถึงแรงกระตุ้น ที่จะต้องแสวงหาวิถีทาง ในการสร้างสรรค์ศิลปะไทยเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวของ ศิลปินแนวล้ำยุค เกิดมุมมองที่แยกออกเป็นสองทางต่อคำถามที่ว่าอะไรค ือความสมัยใหม่ของศิลปะไทย ศิลปินเช่น ดำรง วงศ์อุปราช, ชำเรือง วิเชียรเขตต์, อนันต์ ปาณินท์, ปรีชา อรชุนกะ, ประวัติ เล้าเจริญ, อิทธิ คงคากุล, เดชา วราชุน, นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน, สมศักดิ์ เชาวน์ธาดาพงศ์, สน สีมาตรัง, วิโรจน์ เจียมจิราวัฒน์ และอิทธิพล ตั้งโฉลก

ดำรง วงศ์อุปราช
(๑๘-๓๐ กรกฎาคม ๒๔๕๘), ๒๕๐๘
 
 
ปรีชา อรชุนกะ
Summer ๑๙๖๘ (Maine), ๒๕๑๑

รู้สึกว่าเป้าหมาย ที่พวกเขาต้องการคือรูปแบบสุนทรียศาสตร์แนวบริสุทธิ์ ในฐานะส่วนหนึ่ง ของแนวคิดศิลปะสากล พวกเขาอาจได้แรงบันดาลใจจากอัตลักษณ์ไทย แต่ ไม่จำเป็นว่าเนื้อหานั้นจะต้องแสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง ในผลงานทุกชิ้น อารี สุทธิพันธุ์ ซึ่งได้รับการศึกษาจากอเมริกา และ พิริยะ ไกรฤกษ์ จากยุโรป มุ่งที่จะให้จุดเด่น ของตนอยู่ที่ความมีชีวิตชีวา และการแสดง ความรู้สึกจากปลายพู่กันมากกว่าการแสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ไทย ในทาง ตรงกันข้าม จ่าง แซ่ตั้ง ศิลปินผู้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ได้สร้างสรรค์ผลงาน จิตรกรรม ในแนวนามธรรมโดยใช้สีดำและขาว อย่างต่อเนื่อง ได้รับ แรงบันดาลใจโดยตรงจากอักขระและปรัชญาจีน ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ศิลปะไทยที่เป็นนามธรรม นั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับอิทธิพลจากศิลปะ นานาชาติที่ยึดแบบแผนของตะวันตก

ศิลปินไทยหลายคนต่างรู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องธำรงไว้ซึ่ง อัตลักษณ์ไทยเพื่อรักษาความเป็นไทยที่ยัง หลงเหลืออยู่ให้เป็นที่ปรากฏ คตินิยมแบบผสมผสาน (eclecticism) จึงได้กลายเป็นเครื่องมือใน การประสมประสาน เทคนิคและกระบวนแบบที่ท้าทาย หลักวิธีแบบ ประเพณีนิยม และการพัฒนาทางด้านศิลปะซึ่งมีรากฐาน มาจากทาง ตะวันตก ศิลปินเหล่านี้รู้สึกมีอิสระที่จะเปลี่ยนแปลงและผสมผสาน อิทธิพลต่างๆ หรือเปลี่ยน กระบวนแบบ ขณะที่กำลังสร้างสรรค์ผลงาน สวัสดิ์ ตันติสุข, ชลูด นิ่มเสมอ, มาโนช กงกะนันทน์, สุเชาว์ ศิษย์คเณศ และ สมโภชน์ อุปอินทร์ ต่างเขียนภาพของชีวิตความเป็นอยู่แบบไทยๆ ในกระบวนแบบและเทคนิคต่างๆ กันไม่ว่าจะเป็น ในแนวประทับใจนิยม ยุคหลัง (post-impressionism) บาศกนิยม (cubism) หรือแนว กึ่งนามธรรม (semi-abstraction) อย่างไรก็ตามแนวเหนือจริง (surrealism) ก็มีผลกระทบเป็นอย่างยิ่งต่อศิลปะไทยสมัยใหม่ เป็นไป ได้ที่ศิลปินไทยได้รับแรงบันดาลใจจากจินตภาพแห่งความหวาดระแวง และความบิดเบี้ยวทางอารมณ์ ที่ถ่ายทอดออกมาในงานของ ซัลวาดอร์ ดาลี (Salvador Dali), แม็กซ์ เอิร์นสต์ (Max Earnst) และ เรอเน มากริท (Ren้ Magritte) โดยไม่เคยได้อ่านทฤษฎีของ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) และ อันเดร เบรอตง (Andr้ Breton)มาก่อน กระนั้นก็ตามศิลปินเหล่านี้ก็สามารถนำแรง บันดาลใจที่ได้จาก แนวเหนือจริง ไปเชื่อมโยงกับความหมายของ ความลี้ลับ พิธีกรรมความเชื่อในเรื่องวิญญาณ และความเพ้อฝันได้ ที่เป็น ของท้องถิ่นคำว่า เซอเรียลิสม์ หรือ ลัทธิเหนือจริง (surrealism) นั่นถูกเรียกย่อๆ ใน หมู่ศิลปินไทยว่า "เซอร์" และเป็นคำที่ไม่ได้ใช้กัน ในความหมายของ เซอเรียลิสม์เสมอไป ทั้งนี้เนื่องจากคำนี้ได้ถูกใช้เพื่อ ครอบคลุมความเชื่อ ของท้องถิ่น พิธีกรรม ความฝัน และความเชื่อใน เรื่องวิญญาณ ซึ่งมี บทบาทที่สำคัญในชีวิตความเป็นอยู่ และจิตใต้สำนึก ของคนไทยจะเห็น ศิลปะในแนว "เซอร์" สะท้อนอยู่อย่างมากในผลงาน ของ สมชัย หัตถกิจโกศล, ม.จ. มารศี บริพัตร, เกียรติศักดิ์ ชานนนารถ, วิโรจน์ นุ้ยบุตร,คำอ้าย เดชดวงตา และ ทวน ธีระพิจิตร

ในระหว่างพ.ศ. ๒๕๑๔-๒๕๒๓ ถวัลย์ ดัชนี, อังคาร กัลยาณพงศ์, ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ, พิชัย นิรันต์ และประเทือง เอมเจริญ เริ่มที่จะผนวก แก่นเรื่องในเชิงพุทธศาสนาเข้าไว้ในผลงานของตน การที่ถวัลย์ผนวกเนื้อหา พื้นบ้านเข้ากับแก่นเรื่องที่เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนานับเป็นก้าวหนึ่งที่ สำคัญที่นำไปสู่การฟื้นฟูศิลปะไทยแบบดั้งเดิม ถวัลย์ผสมผสานเทคนิคการ ร่างด้วยปากกาในแนวเหนือจริง เข้ากับเทคนิคการตวัดแปรงที่รวดเร็ว ซึ่ง ได้กลายเป็น ลักษณะที่โดดเด่นในผลงานของเขา

ประเทืองและพิชัย ได้ ผสมผสานรูปแบบนามธรรมที่ ลายวงกลมแบบมี ศูนย์กลางร่วมเข้ากับ สัญลักษณ์ของธรรมจักรในพุทธศาสนา อังคาร กัลยาณพงศ์ ได้เขียน ภาพที่งดงาม โดยใช้ดินสอถ่านและสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังโดย ได้แรงบันดาลใจ จากเรื่องในวรรณคดีเกี่ยวกับพุทธศาสนา อังคารเรียน รู้การฟื้นฟูศิลปะไทยแบบดั้งเดิมจาก เฟื้อ หริพิทักษ์ และได้กลายมา เป็นผู้หนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ ทั้งด้านวรรณกรรมและทัศนศิลป์
พิชัย นิรันต์ วัฏฏะ, ๒๕๐๙  

ประเทืองและพิชัย ได้ ผสมผสานรูปแบบนามธรรมที่ ลายวงกลมแบบมี ศูนย์กลางร่วมเข้ากับ สัญลักษณ์ของธรรมจักรในพุทธศาสนา อังคาร กัลยาณพงศ์ ได้เขียน ภาพที่งดงาม โดยใช้ดินสอถ่านและสร้างสรรค์จิตรกรรมฝาผนังโดย ได้แรงบันดาลใจ จากเรื่องในวรรณคดีเกี่ยวกับพุทธศาสนา อังคารเรียน รู้การฟื้นฟูศิลปะไทยแบบดั้งเดิมจาก เฟื้อ หริพิทักษ์ และได้กลายมา เป็นผู้หนึ่งที่เป็นแรงบันดาลใจ ทั้งด้านวรรณกรรมและทัศนศิลป์

ความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงพ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๙ ซึ่งส ั่นคลอนประเทศไทย ลงเอยด้วยการเกิดรัฐประหาร การลุกฮือของ นิสิตนักศึกษา และการสังหารหมู่ กลุ่มผู้เผด็จการทางทหารปะทะกับ กลุ่มผู้ประท้วงและนิสิตนักศึกษา ซึ่งใฝ่หาเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ผลของความขัดแย้งนี้ทำให้ประเทศไทย เข้าสู่ภาวะสับสนอลหม่าน และการสิ้นศรัทธาท่ามกลางการจับจ้องและไม่ไว้ใจความหมายของ ความเป็นไทยเริ่มถูกตั้งคำถาม ศิลปะเพื่อประชาชนที่ถ่ายทอดในงาน เขียนของจิตร ภูมิศักดิ์ และงานแปลเกี่ยวกับอุดมการณ์ของลัทธิคอม มิวนิสต์ ได้เริ่มแพร่หลายในหมู่ศิลปินไทย ผลงาน

 
จ่าง แซ่ตั้ง จ่าง แซ่ตั้ง ในปี ๑๙๗๓
หรือ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖, ๒๕๑๖
๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ของ จ่าง แซ่ตั้ง ซึ่งเป็นภาพเหมือน ของตัวเขาเอง ที่ดวง ตาที่ถูกควักออกมาและมือที่ถูกตัด และ ผลงาน ธรรม อธรรม (วันแห่ง ความวิปโยค) (พ.ศ.๒๕๑๖-๒๕๑๗) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความ แตกแยกและความไร้เสถียรภาพ เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญ กับปัญหา ความแตกแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายและวิกฤตทางอุดมการณ์ ประเทืองซึ่งเป็นผ ู้ก่อตั้งศิลปิน "กลุ่มธรรม" ได้เขียนภาพของพระพุทธรูปที่ถูกตัดเศียร
และ ถูกลูกปืนยิงจนเป็นรูพรุน เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจผู้ชมถึงช่วงเวลา แห่ง ความไม่แน่นอนและความเศร้าโศก ธรรมศักดิ์ บุญเชิด ได้เขียนโปสเตอร์ การเมืองและผลงานเสียดสี เผด็จการทหารและจักรวรรดินิยมอเมริกัน ผู้คนเริ่มกังขาทัศนะที่ว่าสังคมพุทธศาสนาแบบไทยที่ "บริสุทธิ์" เป็น สิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความรู้สึกกลมกลืนและสามัคคีในประเทศไทย

หลังจากเกิดเหตุการณ์รุนแรงในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ศิลปิน หลายคนซึ่งสนับสนุนอุดมการณ์ศิลปะเพื่อชีวิต ได้เข้าร่วมกับผู้ก่อการที่ อยู่ต่างจังหวัด ผู้ที่ยังคงอยู่กับ "แนวร่วมศิลปิน" เริ่มจัดงานแสดงและ กิจกรรมต่างๆ ทางศิลปะเพื่อสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย ในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ สมาคมศิลปินแห่งประเทศไทย นำโดย กำจร สุนพงษ์ศรี, ประเทือง เอมเจริญ, สมโภชน์ อุปอินทร์, ลาวัณย์ ดาวราย, วิรุณ ตั้งเจริญ, อำนาจ เย็นสบาย และ สันติ อิศโรวุธกุลได้ร่วมกันจัดการแสดงศิลปะแห่ง ประเทศไทยสำหรับคนทั่วไป ซึ่งได้กลายมาเป็น งานแสดงศิลปะที่โดดเด่น เนื่องจากมีศิลปินครู และศิลปินส่งผลงานเข้ามาร่วมแสดงในงานทั้งในกรุงเทพฯ และในหลายๆ จังหวัด

ลาวัณย์ (ดาวราย) อุปอินทร์
กรุงเทพฯ ๒๕๑๙, ๒๕๒๔

ในปีพ.ศ. ๒๕๒๓ ได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มศิลปินไทย อิสระเพื่อสนับสนุนเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นและความโปร่งใสในการตัด สินผลงานในงานประกวดศิลปะต่างๆ สมาชิกในกลุ่มนี้นิยม ศิลปะในแนวที่แสดง ความตระหนักต่อสังคม เสียดสีสังคม และแก่นเรื่องของความอยุติธรรมต่อ มนุษย์และการแบ่งแยกชนชั้น สำหรับพวกเขาแล้วนิยามของความเป็นไทยช่าง แตกต่างอย่างมากจากผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ เพื่อศิลปะในกระบวนแบบ ของความไร้รูปลักษณ์และนามธรรม วารสาร โลกศิลปะ ได้จัดสรรเนื้อที่ให้ แก่นักเขียน และนักวิชาการเพื่อตีพิมพ์บทความทางศิลปะและบทความวิพากษ์ต่างๆ

ศิลปะไทยแบบประเพณีนิยมยุคใหม่ (Neo-traditional Thai art) ได้ถ่ายทอดลักษณะเด่นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราว ที่แฝงคติธรรมและเรื่องแต่ง แต่ ได้กลายมาเป็นตัวเร่งที่มีประสิทธิผลที่สุดตัวหนึ่งในการกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก รักชาติและเอกภาพของความเป็นไทย กระบวนแบบที่ได้รับการฟื้นฟูขึ้นใหม่นี้ได้ ประโยชน์อย่างมากจากการที่ ไม่ขัดต่อนโยบายและค่านิยมด้านวัฒนธรรมของ ประเทศและจากการที่เป็นกระบวนแบบที่เสริมย้ำความปรารถนา ที่จะกลับไปสู่ รากเหง้าแห่งอารยธรรมไทย ศิลปะไทยแบบประเพณีนิยมยุคใหม่ แบ่งออกเป็น สามแนว ได้แก่การแสดงจินตนาการผ่านการฟื้นฟูศิลปะแบบประเพณี การถ่าย ทอดภาพชนบทที่เชื่อมโยงกับความโหยหา อดีตหรือมรดกทางวัฒนธรรมที่ สูญหายไป และการยกย่องเชิดชู ความเป็นผู้นำของพระมหากษัตริย์และผลงาน ต่างๆ ของสถาบันพระมหากษัตริย์

จิตรกรรมไทยในแนวประเพณีนิยมยุคใหม่มักจะถ่ายทอดเรื่องราวจาก ไตรภูมิพระร่วงซึ่งได้แก่โลกทั้งสามตาม ความเชื่อของพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท แบบดั้งเดิม คือ สวรรค์ซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดาจะอยู่แยกจากยมโลก โลกของมนุษย์ ที่ประกอบด้วยทวีปทั้งสี่ และเขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางแห่งโลก ล้อมรอบ ไปด้วยมหาสมุทร และภูเขาลูกอื่นๆ ในภาพแห่งจิตนาการที่แสดงถึงความหฤหรรษ์ และความยินดีปรีดาต่างๆ เหล่านี้ ผู้ชมจะเห็นโลก แห่งพระพุทธศาสนาอยู่ที่ศูนย์กลาง ทวีปยุโรป อเมริกา และอาฟริกา และส่วนอื่นๆ ที่เหลือในโลกจะเป็นเพียง ส่วนที่รอง ลงมาและมีความสำคัญน้อย ภาพเขียนที่มีเนื้อหาของพระพุทธศาสนา เช่น ภาพดอก บัวบานในไตรภูมิ สู่นิพพาน พุทธภูมิ (เฉลิมฉลองพระบรมสารีริกธาตุ) บ่งบอกถึง ความปรารถนาที่จะเข้าถึงคุณค่าที่เป็นแก่นของ ประเพณีนิยมทางพุทธศาสนาแบบ ไทย ภาพของเรื่องราวจากพุทธชาดก (ทศชาติ) เป็นเรื่องที่โปรดปรานกัน อย่างยิ่ง ในหมู่จิตรกรไทยแนวประเพณีนิยมยุคใหม่

ผลงานของเฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ และปัญญา วิจินธนสาร และผู้ช่วยงานที่ วัดพุทธประทีป ในย่านวิมเบิลดัน ของกรุงลอนดอน ถ่ายทอดให้เห็นอย่าง เต็มเปี่ยม ถึงศรัทธาในพระพุทธศาสนา และความเป็นไทย ภาพเรื่องราว และเหตุการณ์ร่วม สมัยถูกนำมา ผสมผสานกับความหมายทางพุทธศาสนา รูปแบบที่สิ่งใหม่และสิ่งเก่า เวลาและ พื้นที่หล่อหลอมกันอยู่ในบริบททาง วัฒนธรรมได้อย่างกลมกลืนไม่สะดุด อาทิ ภาพของมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ และ รอนัลด์ รีแกน ถูกนำเสนอในผลงาน พุทธประวัติ และ ชนะมาร(พ.ศ. ๒๕๒๗-๒๕๓๑)
 
วัลลภิศร์ สดประเสริฐ ภูมิสี่, ๒๕๑๗

และภาพ เรื่องราวที่เกี่ยว กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แสดงนัยของพระราชกรณียกิจที่สูงส่งตามแบบพุทธศาสนา ลัทธิเถรวาท จิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้แผ่ขยายพื้นที่ ของพุทธศาสนา และความ เป็นไทยให้ไกลเกินขอบเขตของพรมแดนประเทศ คือเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว และเป็นเครื่องส่งเสริมทางวัฒนธรรมให้แก่ประเทศไทยในกรุงลอนดอน

ภาพที่สงบนิ่งและก่อให้เกิดความคิด ลึกซึ้งของสิ่งแวดล้อมพื้นบ้าน ที่ถ่าย ทอดอยู่ในผลงานจิตรกรรม ของจักรพันธุ์ โปษยกฤต, ปรีชา เถาทอง, ไพรวัลย์ ดาเกลี้ยง และ สมภพ บุตราช กลายเป็น ภาพที่ได้รับความนิยมส่วนผลงาน ที่เป็น สื่อประสมของถาวร โกอุดมวิทย์ จะเล่าถึงพิธีกรรม และการสักการะบรรพบุรุษ โดยการใช้สัญลักษณ
ไพรวัลย์ ดาเกลี้ยง อดีตกาล หมายเลข ๒, ๒๕๒๔
 

์ที่อยู่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ การโหยหาชีวิตชนบทกลายเป็นแก่นเ รื่องที่เป็นที่ชื่นชอบของศิลปินซึ่งทำให้ภาพของ งานเทศกาล และพิธีกรรมกลับ มามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ในงานศิลปะวัฒนธรรมของชาติไทยถูกถ่ายทอดออกมา ให้ไม่ให้เห็นร่องรอยของความขุ่นข้องหมองใจ การแบ่งแยกหรือการกดขี่ ผลงานเหล่านี้มักจะแสดงออกถึงความสุข และความสนุกที่ล้นหลาม ซึ่งเป็น ลักษณะประจำตัวของคนไทย ศิลปินที่โดดเด่นในกลุ่มนี้ได้แก่ ประสงค์ ลือเมือง, วิจิตร อภิชาติเกรียงไกร, เนติกร ชินโย, เด่น หวานจริง และ พรชัย ใจมา เป็นต้น

พรชัย ใจมา เก็บเกี่ยว, ไม่ปรากฏปีที่สร้าง

สิ่งที่บ่งบอกอย่างเด่นชัดที่สุดของชาตินิยมอย่างดื่มด่ำก็คือความต้องการ ที่ไม่หมดสิ้นต่อภาพเขียนเชิประวัติศาสตร์ ที่เชื่อมโยงกับบุคคลอันเป็นที่ เคารพบูชาในราชวงศ์จักรี ในโอกาสพิเศษต่างๆ เพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญ ของราชวงศ์ เช่น วโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ครบรอบต่างๆ ธนาคาร และ องค์กรเอกชน ต่างแข่งขันกันเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์การจัดการประกวดต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่ เนื่องจากถือว่าเป็นการแสดงออกซึ่ง ความจงรักภักดีและความรัก ชาติของผู้ให้การอุปถัมภ์ และเป็นหน้าเป็นตาของประเทศอีกด้วย ในการ ประกวดเหล่านี้ ความตระหนักในความเป็นคนไทยจะถูกปลูกฝังและส่งเสริม ผ่านการตีความในเชิงประวัติศาสตร์ของบรรดาศิลปิน อาทิ สมยศ ไตรเสนีย์, สุรสิทธิ์ เสาว์คง, เกียรติศักดิ์ ผลิตาภรณ์, จำนันต์ สารารักษ์, ธีระวัฒน์ คะนะมะ และ วราวุธ ชูแสงทอง


เกียรติศักดิ์ ผลิตาภรณ์
ในหลวงของชาวบ้าน, ๒๕๒๕
ความเป็นไทยได้ฝังรากและซึมซาบอยู่ใน ระบบศิลปะเสียจนแม้ แต่ตลาดศิลปะก็จำ ต้องปรับตัวไปกับความคิดที่ว่า ศิลปะไทย นั้นสอน ให้เห็นคุณค่าของความเป็นชาติที่ บริสุทธิ์และควรแก่การเคารพยกย่อง อย่างยิ่ง องค์กรภาคเอกชน เริ่มจะมีบทบาท มากขึ้นในฐานะผู้อุปถัมภ์ ศิลปะ การที่ นักการเงินเข้าไปลงทุนในฐานะผู้อุปถัมภ์ ศิลปะทำให้เกิด กระแสนิยมสัมพันธภาพ ระหว่างผู้อุปถัมภ์และลูกค้า ขณะเดียวกัน ศิลปิน พบช่องทางการตลาดสำหรับ ศิลปะสมัยใหม่ เมื่อผลงานศิลปะได้กลาย เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความมั่งคั่งและการ เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคมตัวอย่างเช่น ธนาคารทิสโก้, ธนาคารแห่งประเทศไทย, ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารไทยพาณิชย์ องค์กรภาคเอกชนอื่นๆ

ได้ว่าจ้าง ศิลปินให้ผลิตผลงานศิลปะ และอุปถัมภ์งานประกวดศิลปะต่างๆ ศิลปิน ไทย พบว่าลูกค้ามีรสนิยมหลากหลายในเรื่องความสุนทรี ไม่ว่าจะเป็น ในแนวภูมิทัศน์ที่เงียบสงบ แนวนามธรรม แนวพุทธศาสนา หรือสำนึก ของความเป็นไทย การที่ศิลปะสมัยใหม่เริ่มเป็นที่นิยมและมีสถานภาพ สูงส่งในโลกธุรกิจ ทัศนะความเป็นไทยในความหมายใหม่ๆ จึงปรากฏขึ้น พุทธศาสนาและธุรกิจการธนาคารดูจะผสานกันได้อย่างดี การตกแต่ง ผนังด้วยเรื่องราวในพุทธศาสนา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการดัดแปลงเพื่อตก แต่งห้องสูทและห้องโถงรับรอง ของโรงแรม จึงกลายเป็นสิ่งที่บรรดา สำนักงานใหญ่ขององค์กรเอกชนนิยมปฏิบัติกัน อาทิ จิตรกรรมฝาผนังชื่อ ดินแดนจักรวาล (พ.ศ. ๒๕๓๘-๒๕๔๑) ที่สำนักงานใหญ่ของธนาคาร ไทยพาณิชย์ เป็นการประสานพุทธศิลป์ และพื้นที่ประกอบการขององค์กร ธุรกิจเข้าด้วยกัน ภาพที่ดูขัดแย้งเช่นนี้จะพบเห็นได้ทั่วไปในกรุงเทพฯ ซึ่งสะท้อน ให้เห็นถึงการปรับเปลี่ยนโดยไม่รู้ตัวจากอาณาจักรแห่งวัตถุ ของธุรกิจซื้อขายหุ้นและการเงินไปสู่อาณาจักร แห่งจิตวิญญาณของ พุทธศาสนา

ในช่วงพ.ศ. ๒๕๒๓-๒๕๓๓ ซึ่งการเมืองและเศรษฐกิจของ ไทยค่อนข้างจะมีเสถียรภาพ วิถีชีวิตแบบไทยๆ อยู่ในช่วงของการ เปลี่ยนผ่านขณะที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมอุตสาหกรรม การหลั่ง ไหลของวัฒนธรรมต่างประเทศ และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ทำให้ศิลปินไทยกังขาในคำนิยามแบบเดิมๆ ของความเป็นไทยและบางครั้ง ก็ขัดแย้งและท้าทาย แม้ว่าอุปสงค์และอุปทานของสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอม รับว่าเป็นศิลปะจะช่วยเพิ่มรายได้ และยกสถานภาพของศิลปะไทย แต่ก็ มีศิลปินบางคนที่รู้สึกว่าศิลปะแนวทดลอง และศิลปะกับสิ่งแวดล้อมก็มี ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ศิลปินเริ่มมีสถานที่ที่จะใช้แสดงผลงาน และแลกเปลี่ยนความคิดกันมากขึ้น หอศิลป์ พีระศรี, หอศิลปแห่งชาติ, มหาวิทยาลัย และบรรษัท มีการจัดนิทรรศการ และกิจกรรมอื่นๆ มากมาย ศิลปินที่พำนักอยู่ในต่างประเทศ เช่น กมล ทัศนาญชลี, ประวัติ เล้าเจริญ, ธนะ เลาหกัยกุล, ชวลิต เสริมปรุงสุข, สมบูรณ์ หอมเทียนทอง กลับมา แสดงผลงานของตนซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับศิลปินรุ่นน้อง

สภาศิลปะ ไทย ในลอสแองเจลิสซึ่งก่อตั้งขึ้น กมล ทัศนาญชลี ให้โอกาสศิลปินเข้า ร่วมโครงการโดยการเชิญศิลปินและให้ใช้พื้นที่ ในการจัดแสดงผลงาน นอกจากนี้สถานทูตและสถาบันวัฒนธรรม เช่น สถาบันเกอเธ่ และสมาคม ฝรั่งเศส จัดสัมมนาทางศิลปะ ประชุมเชิงปฏิบัติการ และให้ทุนเพื่อให้ ไปเรียนรู้แนวคิดใหม่ๆ ในการแสดงออกซึ่งสุนทรียภาพ
 
กมล ทัศนาญชลี คู่รักโมนาลิซ่าและแวนก็อก, ๒๕๒๒
หอศิลป์ พีระศรี กลายเป็นแหล่งที่คึกคักที่สุดของเหล่าศิลปินใน การพบปะและแสดงผลงานโดยปราศจาก การเลือกปฏิบัติ ประเด็นของ การโต้แย้งกันไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสิ้นสุดของลัทธิสมัยใหม่ แต่ได้ขยายไป สู่ประเด็นที่ว่าอะไรคือศิลปะลัทธิหลังสมัยใหม่ (postmodernism) ในบริบทของไทย ศิลปินหลายคนรู้สึกว่าศิลปะไทยสมัยใหม่นั้นได้รับการ ยอมรับแต่ได้มาถึงทางตันแล้ว ศิลปินไทยที่เป็นหัวหอกในการนำเสนอ มโนทัศน์ของลัทธิหลังสมัยใหม่ ในศิลปะไทย ได้แก่ วสันต์ สิทธิเขตต์, จุมพล อภิสุข, กมล เผ่าสวัสดิ์, สันติ อิศโรวุธกุล, สุรพล ปัญญาวชิระ, ไพศาล เปลี่ยนบางช้าง เป็นต้น หัวข้อต่างๆ เช่น การเลือกปฏิบัติทางสังคม การตัดไม้ทำลายป่า สถานภาพเพศ การละเมิดทางเพศ และโรคเอดส์ได้ กลายมาเป็นประเด็นใหม่ๆ ในเรื่องของความเป็นไทย มีการจัดสัมมนา การประชุมเชิงปฏิบัติการที่เกี่ยวกับศิลปะและสิ่งแวดล้อม โดยเชิญศิลปิน จากประเทศเยอรมนี ญี่ปุ่น และออสเตรเลียมาเข้าร่วม เพื่อแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับศิลปินไทย

ประติมากรจำนวนมากได้หันไปหาแรงบันดาลใจในเรื่องรูปแบบและ วัสดุจากธรรมชาติ ดังจะเห็นได้จากผลงาน แกะสลักของ อินสนธ์ วงศ์สาม, ชีวา โกมลมาลัย, ศราวุธ ดวงจำปา และ จุมพล อุทโยภาศ และจากผลงาน จิตรกรรมของจรูญ บุญสวน, นิติ วัตุยา, สงัด ปุยอ๊อก, วรฤทธิ์ ฤทธาคณี, สุรพล แสนคำ และกัญญา เจริญศุภกุล ซึ่งมุ่งเน้นภาพในแนวธรรมชาติและ ภูมิทัศน์ของชนบท

ชีวา โกมลมาลัย
ใบหน้าบทกวี, ๒๕๓๑
จุมพล อุทโยภาศ
Leaf Propation, ๒๕๓๔

จรูญ บุญสวน สีในทิวทัศน์, ๒๕๒๘
สงัด ปุยอ๊อก วังลุง ๑, ๒๕๒๗

ศิลปะสิ่งแวดล้อม ศิลปะการแสดงสด (performance art) วีดิทัศน์ศิลป์ และศิลปะการจัดวาง (installation art) ได้กลายมาเป็นทางเลือกใหม่ๆ ใน การสร้างสรรค์งานศิลปะ ซึ่งบ่งบอกว่าศิลปะได้แปรเปลี่ยนไปจากศิลปะ แนว ประเพณีนิยมที่เป็นอยู่ "เวทีร่วมสมัย" ได้กลายมาเป็นทางเลือกสำหรับศิลปินท ี่ต้องการหาแนวใหม่ๆ ในงานสร้างสรรค์ของตนทางด้านการแสดงดนตรี บทกวี และทัศนศิลป์ สำหรับศิลปินเหล่านี้อัตลักษณ์ไทยนั้น ไร้ขอบเขต และพวกเขามี แรงดลใจที่จะขยายขอบเขตของอัตลักษณ์ไทยออกไปให้มากที่สุด "กลุ่มคนเดินดิน" และ "กลุ่มกังหัน" นำโดยไพศาล ธีรพงษ์วิษณุพร และ จิระศักดิ์ พัฒนพงศ์ สนใจศิลปะในแนวสำนึกต่อพื้นบ้านและ สังคม ส่วนศิลปินที่สนใจเรื่องศิลปะ กับสิ่งแวดล้อมได้แก่ ชลูด นิ่มเสมอ, มณเฑียร บุญมา, ธรรมศักดิ์ บุญเชิด, วิโชค มุกดามณี และ อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ

การก่อรัฐประหารในพ.ศ. ๒๕๓๔ และการสังหารหมู่ ประชาชนในปี พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ก่อให้เกิดความวิตกกังวล ต่อแนวคิดความเป็นไทย ดัง จะเห็นได้จากการที่ผลงาน ของศิลปินไทยที่สะท้อนให้เห็นการขาดความ เชื่อมั่น ใน รัฐบาลและกองทัพ ความรักชาติที่รุนแรงซึ่งนำเสนอผ่าน ภาพเขียน โปสเตอร์ และป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ปรากฏเห็น ได้ชัดจากการกลับไปสักการะูปเคารพ คนไทยโหยหาพลังที่ ร เหนือธรรมชาติ และเกี่ยวกับวิญญาณอาทิ พระบรมรูปทรงม้า ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้กลาย เป็นศูนย์รวมของลัทธิความเชื่อในเสด็จพ่อ ร.๕ (พระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕โดยผู้สักการะเชื่อว่าความศรัทธาในวิญญาณของเสด็จ พ่อจะนำมาซึ่งปาฏิหาริย์ และนำชาติให้รอดปลอดภัย ในทางตรงกันข้าม ผลงาน นิรยกถา (พ.ศ. ๒๕๓๔) ของ วสันต์ สิทธิเขตต์ สร้างสรรค์ขึ้นในขณะที่ความศรัทธา ความเป็นไทยได้ ตกต่ำถึงขีดสุด )ในการตีความไตรภูมิพระร่วง
ชลูด นิ่มเสมอ บันทึกผลงานศิลปะ
ในสิ่งแวดล้อม ชุด ประติมากรรมชนบท, ๒๕๒๕
ซึ่งเป็นเรื่องราว ของสามภพขึ้น มาใหม่ วสันต์ได้สร้างพื้นที่ทางพุทธศาสนากับศิลปะ กล่าวคือภาพนรกแตก บนพื้นหลัง ภูมิทัศน์แบบวันสิ้นโลก

แม้จะเกิดเหตุการณ์วุ่นว่ายสับสนทางการเมืองและเกิดเหตุนองเลือดขึ้น ในช่วงต้นปีพ.ศ. ๒๕๓๕ ศิลปินไทยได้มีโอกาสสร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกัน ในระดับสากล ขณะเดียวกันผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ของภูมิภาค เอเชียทำให้กิจกรรมและนิทรรศการศิลปะเจริญรุ่งเรืองไปด้วย โลกาภิวัตน์ซึ่ง มีนัยของการสลาย พรมแดนทำให้ ศิลปินไทยเกิดความเชื่อมั่นว่าลัทธิสากลนิยม ใหม่นั้นส่งเสริมเสรีภาพและให้โอกาส โครงการแลกเปลี่ยนทางศิลปะ โครง การเชื้อเชิญศิลปินให้มาเยือน และนิทรรศการที่ยิ่งใหญ่ทำให้ศิลปินไทย เจริญรุ่งเรือง ผลงานที่คัดสรรโดยภัณฑารักษ์ชาวต่างประเทศ ซึ่งสนใจผลงาน ศิลปะของไทยที่ใหม่ล่าสุดย่อมแตกต่าง จากสิ่งมาตรฐานของไทย มองว่าเป็น ศิลปะในเรื่องรสนิยมและหลักเกณฑ์ การติดต่อกับศิลปินในเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย กระตุ้นศิลปินไทยให้แสดงออกซึ่งอัตลักษณ์ และลักษณะความเป็นตัวตนที่โดดเด่น ออกมา เมื่อวัฒนธรรมโลกาภิวัตน์เริ่ม เข้าครอบครอง จึงเกิดการตอบโต้ด้วยการหันไปหาวัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อ แสดงตัวตนขึ้นผ่านแนวคิดของความเป็นไทยที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน

มณเฑียร บุญมา
Melting Void : Molds for the Mind, ไม่ปรากฏปีที่สร้าง


ศิลปินกลุ่มศิลปะการจัดวาง (installation art) ดึงผู้ชมเข้าไปสู่พื้นที่ เฉพาะซึ่งมีการพิจารณาประเด็นที่เกี่ยวกับอัตลักษณ์และที่ตั้ง มณเฑียร บุญมา เริ่มเป็นที่รู้จักในด้านความเชี่ยวชาญเป็นเลิศในการผสมผสานเนื้อหา พื้นบ้าน เข้ากับ แนวคิดของศิลปะสมถะและวัตถุสำเร็จได้อย่างสมบูรณ์ ผลงานศิลปะ การจัดวางของมณเฑียร เพ่งและพินิจพิจารณาความตายและศรัทธาในพุทธ ศาสนาอย่างลึกซึ้ง ซึ่งกระตุ้นให้เกิดความเชื่อมโยงกับเนื้อหา เรื่องราวต่างๆ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข, พินรี สัณฑ์พิทักษ์ และ กมล เผ่าสวัสดิ์ ศึกษา วิเคราะห์ปัญหาเรื่อง สถานภาพเพศและการเลือกปฏิบัติ ด้วยการใช้ร่างกาย และองค์ประกอบทางกายวิภาค ศิลปินการแสดงสด นำโดยจุมพล อภิสุข, วสันต์ สิทธิเขตต์ และ "กลุ่มอุกกาบาต" ได้จัดงานแสดงสดศิลปะ ซึ่งได้ เติบโตต่อมาเป็น เทศกาลศิลปะ Asiatopia International Performance Art ภาพเหมือนหน้าตาอมทุกข์ของตัวเอง ซึ่งวาด โดยชาติชาย ปุยเปีย ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ ของสยามเมืองยิ้มที่หน้าตา บูดเบี้ยวท่ามกลางความสับสนของยุคโลกาภิวัตน์ ผลงานภาพถ่ายขาวดำ ของ มานิต ศรีวานิชภูมิ วิจารณ์วิกฤตเศรษฐกิจที่รู้จักกันว่า "ต้มยำกุ้งซิน โดรม" ซึ่งแผ่ขยาย ไปทั่วเอเชีย ในปี พ.ศ ๒๕๔๐ ในผลงานของมานิต ประชาชน ซึ่งบาดเจ็บแต่ไม่มีเลือดออก แต่งตัวด้วยเสื้อผ้า แบรนด์เนมเป็น สัญลักษณ์ของชัยชนะของลัทธิอาณานิคมใหม่ในรูปแบบ ของการครอบ ครองอำนาจ โดยผ่านสื่อ แฟชั่น และบริษัทการเงิน ฤกษ์ฤทธิ์ ธีระวานิช เจ้าของผลงานศิลปะการจัดวาง ชื่อ ผัดไทย (พ.ศ.๒๕๓๒) ซึ่งเป็นที่รู้จัก กันดีในต่างประเทศ ได้หยิบยกประเด็นใกล้ตัวเกี่ยวกับพรมแดนระหว่าง ศิลปะและสิ่งที่เกิดขึ้น ทุกเมื่อเชื่อวัน นาวิน ลาวัณย์ชัยกุล, สุรสีห์ กุศลวงศ์ และ สุธี คุณาวิชยานนท์ สร้างชื่อเสียงขึ้นมาจากผลงานศิลปะ ซึ่งเชื้อเชิญ ผู้ชมให้มีปฏิสัมพันธ์และเข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมโชว์ การนวด และการบริจาคลมหายใจ

ประเด็นเรื่องเพศถูกหยิบยกขึ้นขณะที่ศิลปินหญิงไทยสร้างสรรค์ ผลงานที่ท้าทายวงการศิลปะที่ถูกครอบงำโดยศิลปินชาย ก่อนหน้ายุคนี้ มีเซียม ยิบอินซอย, ปราณี นิ่มเสมอ, ม.จ. มารศี บริพัตร, เสาวภา วิเชียรเขตต์, กัญญา เจริญศุภกุล, ลักษมี ตั้งโฉลก, บุญยิ่ง เอมเจริญ, ภาพตะวัน สุวรรณกูฏ และ เรวดี ใจชุ่ม ได้สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักจาก นิทรรศการศิลปะที่สำคัญต่างๆ การอภิปรายในเรื่องสิทธิสตรี และความเป็น เพศหญิงในสังคมทำให้ศิลปิน หญิงไทยซึ่งมีผลงานทางด้านจิตรกรรม ศิลปะแบบแสดงสด กวีนิพนธ์ และ ศิลปะการจัดวางวีดิทัศน์ (video installation) ได้รับความสนใจ ผลงานของ อารยา ราษฎร์จำเริญสุข ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ร่างกายและจิตใจของสตรีได้รับ ความสนใจอย่างล้นหลามทั้ง ในประเทศไทยและต่างประเทศ เอ็มพาวเวอร์ (Empower) องค์กรนอก ภาครัฐ ได้จัดกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนโดยมีผู้เข้าร่วมเป็น ศิลปิน อาทิ ไขแสง ปัญญาวชิระ, นิตยา เอื้ออารีวรกุล, นพรัตน์ โชคชัยชุติกุล มีนิทรรศการศิลปะแสดงผลงานของศิลปินหญิงหน้าใหม่ อาทิ เตยงาม คุปตะบุตร, อรอนงค์ กลิ่นศิริ, สุโรจนา เศรษฐบุตร, ดวงหทัย พงศ์ประสิทธิ์ และ บุษฎี เหล่ามานะเจริญ

การเชื่อมโยงกับเครือข่ายสากลให้โอกาสศิลปินไทยไปแสดงตัวให้เป็น ที่รู้จักบ่อยครั้งขึ้นในวงการศิลปะโลก ในระหว่าง พ.ศ. ๒๕๓๓-๒๕๔๓ ศิลปินไทยได้เข้าร่วมในงานนิทรรศการศิลปะนานาชาติ เช่น Asia-Pacific Triennial, Asian Art Triennial, Echigo-Tsumari Triennale และมหกรรมศิลปะนานาชาติที่จัดขึ้นที่นครซิดนีย์ นครอีสตันบูล เมืองลียอง เมืองลิเวอร์พูล กรุงโจฮันเนสเบอร์ก กรุงฮาวานา นครโอซากา เมืองกวางจู และเมืองเซาเปาโล นิทรรศการสัญจรที่สำคัญ ได้แก่ Contemporary Art from Asia: Traditions/Tensions, New Art from Southeast Asia, Asian Modernism, Southeast Asian Art: A Glimpse into the Future และ Cities on the Move ส่วนในประเทศไทย การเรียกร้องให้มีหอศิลป์ร่วมสมัยของกรุงเทพฯ ได้นำไปสู่การโต้เถียงอย่าง เผ็ดร้อน เมื่อผู้ว่าการกรุงเทพมหานคร (นายสมัคร สุนทรเวช) ได้เลื่อน โครงการ ก่อสร้างหอศิลป์ กรุงเทพฯ ออกไป เนื่องจากยังหาข้อตกลงไม่ ได้ในเรื่องการออกแบบอาคาร จนในปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้รื้อฟื้นโครงการ หอศิลป์ กรุงเทพฯ โดยจะใช้แบบเดิมที่ออกแบบโดย โรเบิร์ต จี บุย (Robert G. Boughey) ขณะเดียวกันรัฐบาลได้เตรียมการขยาย ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งจะประกอบด้วยโรงคอนเสิร์ต โรงละคร ห้องสมุด และหอศิลป์ร่วมสมัย

วสันต์ สิทธิเขตต์ Welcome from the some way,
ไม่ปรากฏปีที่สร้าง
นาวิน เบียดกลาง เช้าวันหนึ่ง, ๒๕๔๖
สาครินทร์ เครืออ่อน
มือใครยาว สาวได้ สาวเอา, ๒๕๔๘

การวิจารณ์สังคมโดยผ่านงานศิลปะร่วมสมัยเป็นลักษณะที่โดดเด่น ในผลงานศิลปะของ นาวิน เบียดกลาง, ปริทรรศ หุตางกูร, สันติ ทองสุข, ไกรสร ประเสริฐ และ แดง บัวแสน นิทรรศการ "นีโอ-ชาตินิยม" (Neo Nationalism) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้หยิบยกปัญหาเกี่ยว กับความรู้สึกชาตินิยมที่แรงกล้าในเรื่องความเป็นไทย ศิลปินที่เร้าความรู้สึก ในด้านนี้ อาทิ ชาติชาย ปุยเปีย, มานิต ศรีวานิชภูมิ, วสันต์ สิทธิเขตต์, สุธี คุณาวิชยานนท์ และ สาครินทร์ เครืออ่อน ได้ดัดแปลงศิลปะเพื่อวิพากษ์ รัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทยตลอดจนนิยาม ของชาตินิยมและความเป็นไทย

แม้ว่าประเด็นที่ว่าอะไรคือความเป็นไทยและอะไรไม่ใช่ความเป็นไทยจะยัง คงเป็นที่ถกเถียงกัน อยู่ทั่วไป แต่สำหรับศิลปินบางคน นิยามของความเป็นไทย ได้ลดความเข้มงวดและตายตัวลงไป แทนที่จะกล่าวโทษว่า วัฒนธรรมในยุค โลกาภิวัตน์เป็นสาเหตุทำให้ศีลธรรม จริยธรรมและศรัทธาในศาสนาเสื่อมลง ศิลปินไทย จำนวนมากกลับนิยมศิลปะที่ใช้สื่อชนิดใหม่ ภาพเคลื่อนไหว และ เทคโนโลยี ผลงานวีดิทัศน์ และภาพยนตร์ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ได้รับการชื่นชมอย่างมากในระดับนานาชาติว่าเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดชีวิต ในชนบทของหมู่บ้าน ในภาคอีสานของไทยได้อย่างเหมือนฝันแบบไทยๆ กมล เผ่าสวัสดิ์, มนตรี เติมสมบัติ และ ไมเคิล เชาวนาศัย ใช้วีดิทัศน์ และศิลปะการ จัดวาง และศิลปะการแสดงสด เพื่อผสมผสานเรื่องจริงและเรื่องสมมุติ เข้าด้วย กัน จนแยกไม่ออก และว่าอะไรจริงและอะไรสมมุติ และอะไรที่เรียกว่าเป็นศิลปะ และไม่ใช่ศิลปะ นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล, ทวีศักดิ์ ศรีทองดี และ วิสุทธิ์ พรมนิมิตร ได้สร้างค่านิยมและตัวอย่างซึ่งสัมพันธ์กับวัฒนธรรม ของคนหนุ่มสาว โดยตรง ดนตรี วีดิทัศน์ ภาพยนตร์ การออกแบบและกำกับท่า และการทำภาพเคลื่อนไหว ผสมผสานคละเคล้ากัน อย่างอิสระ ดังจะเห็นได้จากการที่ วิทย์ พิมพ์กาญจนพงษ์ ซึ่งร่วมก่อตั้งกลุ่ม "Soi Project" ร่วมกับนักดนตรี นักแสดง นักเขียนการ์ตูน และศิลปินอื่นๆ แนวคิดหลักของความเป็นไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน พรทวีศักดิ์ ริมสกุล ศิลปินหนุ่มที่มีผลงานโดดเด่นได้เปิดการแสดงผลงานเดี่ยวของเขาที่ ๑๐๐ ต้นสนแกลเลอรี่ ในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ซึ่งเป็นเวลาไม่กี่วันก่อน จะเกิดรัฐประหารโดยไม่เสียเลือดเนื้อในกรุงเทพฯ ในนิทรรศการศิลปะชื่อ RGB's War (พ.ศ. ๒๕๔๙) ผู้ชมสามารถเล่นกับหมวกทหารจำนวนนับ ไม่ถ้วนที่เชื่อมไว้กับ ล้อรถและแบตเตอรี่จากเครื่องบังคับไร้สาย ผู้ชมสามารถ บังคับหมวกทหารให้ไปชนกระป๋องสีให้หกสาดกระเซ็น และหยดลงบนผืนผ้าใบ นับเป็นการเหน็บแนมเกมการทำสงครามซึ่งได้กลายเป็นสิ่งไร้เหตุผล และไม่มีการ เสียเลือดเนื้อได้อย่างชาญฉลาด

ตลอดระยะเวลาหกทศวรรษที่ผ่านมา การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของ คุณค่าความเป็นไทย ที่เกิดจากความ เปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม ถูก สะท้อนเอาไว้ในศิลปะสมัยใหม่และร่วมสมัยของไทยศิลปินไทย ได้มีบทบาท ต่างๆ ในอันที่จะสร้างและปฏิรูปอัตลักษณ์ไทย ตามแต่ขอบเขตของอุปสงค์และ อุปทานของการตีความ ความเป็นไทย แรงถ่วงที่แกว่งกลับไปกลับมาระหว่าง แนวคิดศิลปะที่เป็นไทยกับศิลปะที่ไม่เป็นไทย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะ ยึดติดและ หลงใหลกับอัตตาของตัวเราเพียงใด ซึ่งไม่ว่าจะหักเหไปในทางใดนั้น สิ่งที่ ปรากฏอยู่ในผลงานศิลปะ ก็คือมุมมองที่ซับซ้อนต่อความรักปิติภูมิ และความ รักชาติไทย

 

  close